ชม 10 วัตถุ “ต้องสาป” จากในอดีต ที่ว่ากันว่ายังคงเก็บคำสาปไว้อยู่แม้แต่ในปัจจุบัน

Date:

สำหรับเหล่านักโบราณคดีแล้ว มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่วัตถุโบราณที่พวกเขาพบจะไปเกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรมของคนในสมัยก่อน โดยเฉพาะวัตถุโบราณที่เกี่ยวข้องกับคำสาป หรือมนต์ดำ

แน่นอนว่าโดยมากแล้วสิ่งที่พวกเขาพบจะเป็นเพียงวัตถุโบราณที่คนสมัยก่อนเข้าใจผิดไปเอง และสามารถอธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน แต่มันก็มีบางครั้งเหมือนกันที่วัตถุที่พวกเขาพบนั้น มันเป็นอะไรที่น่ากลัวจนหลายๆ คนสงสัยว่ามีคำสาปอยู่จริงๆ

วัตถุโบราณทั้ง 10 ชิ้นต่อไปนี้ คือตัวอย่างที่ดีของวัตถุโบราณต้องสาปเหล่านั้น เพราะแม้เวลาจะผ่านไปจนถึงปัจจุบัน มันก็ยังคงมีคนอยู่มากมายไม่น้อยเลยที่เชื่อว่า คำสาปของวัตถุโบราณเหล่านี้ ยังคงหลับใหลรอวันตื่นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

 

1. เริ่มกันจาก คำสาปของแหวนแห่งซิลวาเนียส

นี่เป็นแหวนที่คาดกันว่าถูกทำขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 4 และ มีจุดเด่นอยู่ที่รูปของเทพีวีนัสและคำสลักภาษาละติน ‘SENICIANE VIVAS IIN DE’ ซึ่งแม้จะมีการเขียนผิดอยู่แต่ก็แปลแบบรวมๆ ได้ว่า “ซิลวาเนียส ขอให้คุณมีชีวิตอยู่ในพระเจ้า”

โดยคำสาปของแหวนนี้โด่งดังขึ้นเมื่อมีการค้นพบศิลาบันทึกคำสาปในอดีต ซึ่งระบุไว้ว่า แหวนนี้เคยถูกขโมยไปเมื่อ 1600 ปีก่อน และเจ้าของร้องขอให้พระเจ้าลงโทษให้โจรล้มป่วยจนกว่าจะนำแหวนไปคืนให้กับวิหาร

ซึ่งแน่นอนว่าทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบมันหลายๆ คนถึงกับเสียวสันหลังเลย (แม้จะไม่มีหลักฐานว่ามีใครล้มป่วยเพราะมันจริงๆ ไหมก็ตาม)

ที่สำคัญเจ้าแหวนวงนี้ยัง ถูกเชื่อกันว่าอาจจะเป็นแหวนต้นแบบของแหวนเอกธำมรงค์ในเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ด้วยนะ

 

 

2. แตรสงครามของตุตันคาเมน

เรื่องราวของฟาโรห์ตุตันคาเมนนั้นเต็มไปด้วยคำสาปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามแตรสงครามอันนี้กับมีความพิเศษกว่าวัตถุโบราณอื่นๆ อยู่เล็กน้อย นั่นเพราะนี่เป็นแตรที่เชื่อกันว่าจะจะก่อให้เกิดสงครามขึ้นทุกครั้งที่มีคนเป่ามัน

โดยเหตุการณ์ที่สำคัญๆ เกี่ยวกับแตรอันนี้คือการที่สถานีวิทยุ BBC อัดเสียงไปเผยแพร่ในปี 1939 ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานสงครามโลกครั้งที่สองก็เริ่มขึ้น

ต่อมาในปี 1967 เมื่อมีคนเอามันไปเป่าก็เกิดสงครามหกวันระหว่างอาหรับกับอิสราเอล

แถมในปี 1990 เมื่อมีนักเรียนนิรนามเอาแตรนี่ไปเป่าในการวิจัย มันก็เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียอีกต่างหาก

 

 

3. ตุ๊กตา “Robert The Doll” ของเล่นที่หลอนที่สุดในประวัติศาสตร์

นี่คือตุ๊กตาที่ถูกวางขายโดยบริษัทเยอรมันในช่วงปี 1904 ก่อนตกไปอยู่ในมือของเด็กชายชื่อ Robert Eugene Otto และในช่วงเวลาเดียวกันก็เริ่มทำให้ครอบครัวของ Eugene เริ่มได้ยินเสียงในบ้านทั้งๆ ที่ไม่มีใครอยู่

ว่ากันว่าใครก็ตามที่รับมันไปจะต้องพบกับเรื่องสยองเหนือธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Myrtle Reuter ผู้หญิงที่มาซื้อบ้านของ Eugene ต่อและยืนยันว่าตุ๊กตาตัวนี้ขยับได้เอง

หรือพิพิธภัณฑ์ Fort East Martello ที่เริ่มได้รับจดหมายขอโทษตุ๊กตา Robert เป็นจำนวนมาก แทบจะทันทีที่พวกเขาได้มันมาเก็บไว้

และแม้แต่ทุกวันนี้ เวลาที่ที่คนพยายามจะถ่ายรูปของตุ๊กตาตัวนี้ บ่อยครั้งพวกเขาก็จะพบว่ากล้องของจู่ๆ ก็ไม่ทำงานไปเองอย่างมีปริศนาด้วย

 

 

4. เพชรโฮป

นี่คือเพชร 45 กะรัตที่มีสีน้ำเงินเข้มซึ่งว่ากันว่าจะนำพาเรื่องร้ายๆ มาให้กับเจ้าของ และเปลี่ยนผ่านมือบุคคลสำคัญๆ อย่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และแมรี่ อังตัวเนตต์มาแล้ว (ซึ่งทั้งสองถูกประหารชีวิตในการปฏิวัติฝรั่งเศส)

เพชรเม็ดนี้ได้รับชื่อเพชรโฮปมาจากการที่มันตกทอดมาในตระกูลของเฮนรี่ ฟิลิป โฮป และทำให้คนในตระกูลนี้ต้องพบกับความโชคร้ายแบบรุ่นต่อรุ่น

ก่อนที่สุดท้ายมันจะตกมาอยู่ในมือของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาสมิธโซเนียน สถานที่ซึ่งคำสาปดูเหมือนว่าจะหยุดไป… อย่างน้อยก็ในตอนนี้

 

 

5. “Unlucky Mummy” โลงมัมมี่อาถรรพณ์

นี่เป็นโลงใส่มัมมี่เปล่าๆ ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษได้รับมาจากอียิปต์ในปี 1889 และมีชื่อเสียงเรื่องที่ว่าให้ก็ตามที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลงศพนี้จะต้องมีอันเป็นไป

ซึ่งตั้งแต่ที่มันถูกส่งมาในยุโรปเอง มันก็คนที่ประมูลมันไปเก็บไว้เสียชีวิตไปแล้วหลายต่อหลายคน

อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่ทำให้มัมมี่ร่างนี้มีชื่อเสียงที่สุดคงเป็นเรื่องที่ว่ามันเคยถูกโทษว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรือไททานิคล่มในปี 1912

แม้ว่าในภายหลังจะมีคนออกมายืนยันว่าเรือไททานิคไม่ได้ขนวัตถุโบราณสุดอาถรรพณ์ชิ้นนี้ไปด้วยก็ตาม

 

 

6. “The Anguished Man” ตำนานภาพวาดสยองของ “ชายผู้ปวดร้าว”

นี่คือผลงานภาพวาดที่ไม่ทราบกันชื่อคนวาดและที่มา อย่างไรก็ตามมันถูกเก็บไว้โดยคุณ Sean Robinson มานานกว่า 30 ปี และเชื่อกันว่าคนวาดมีการใช้เลือดของเขาเองผสมกับสีน้ำมัน และฆ่าตัวตายหลังวาดมันเสร็จ

โดยตั้งแต่ได้ภาพวาดนี้มาคุณ Sean ก็พบเรื่องแปลกๆ ในบ้านอยู่หลายอย่างจนตนตัดสินใจเอาภาพไปวางในห้องเก็บของพร้อมถ่ายคลิปเสียเลย

และในวิดีโอซึ่งต่อมาคุณ Sean นำไปโพสต์ออนไลน์ ก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมดเลยด้วย (กดดูวิดีโอดังกล่าวได้ที่นี่)

 

 

7. สุสานต้องสาปของกษัตริย์คาสิเมียร์ที่สี่แห่งโปแลนด์

นี่คือสุสานซึ่งในตอนที่ถูกพบเมื่อปี 1973 เหล่านักโบราณคดีได้ล้อเล่นกันไว้ว่ามันอาจจะมีคำสาปอยู่ก็เป็นได้… แต่ปัญหาคือคำล้อเล่นดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นจริงขึ้นมานี่สิ

นั่นเพราะหลังจากที่โลงศพถูกเปิดออกได้ไม่นาน เหล่านักโบราณคดีที่ข้าไปตรวจสอบโลงศพนี้ก็เริ่มเสียชีวิตกันไปทีละคนสองคน คล้ายคำสาปของสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมนไม่มีผิด

จนในท้ายที่สุดสุสานนี้ก็คร่าชีวิตนักโบราณคดีไปถึง 15 คน ภายในเวลาแค่ราวๆ 1 ปี และทำให้เกิดทฤษฎีมากมายที่พยายามอธิบายความตายที่เกิดขึ้น

โดยแนวคิดที่ได้รับความเชื่อถือที่สุดในปัจจุบันก็คือสิ่งที่สังหารเหล่านักโบราณคดีนั้น แท้จริงเป็นเชื้อราชื่อ “Aspergillus flavus” ซึ่งมีความสามารถสร้างสารพิษอะฟลาทอกซิน และมีหลักฐานว่าแพร่พันธุ์อยู่ในตัวสุสานนั่นเอง

 

 

8. ลูกหินเครื่องยิงบัลลิซต้าแห่งความโชคร้าย

นี่คือลูกหินจากเครื่องยิงบัลลิซต้า (หน้าตาาคล้ายๆ หน้าไม้แต่ใหญ่กว่า บางครั้งก็ยิงลูกศรยักษ์แทนหิน) จากช่วงยุคกรีก-โรมัน ซึ่งถูกพบในปี 1989 และถูกขโมยไปจากแห่งโบราณคดีในปี 1995

อย่างไรก็ตามในปี 2015 จู่ๆ เจ้าหินที่หายไปนี้ก็ถูกส่งกลับมาให้พิพิธภัณฑ์ในอิสราเอลพร้อมโน้ตจากหัวขโมย ที่บอกว่าตั้งแต่ที่เขาแอบเอาหินนี้ออกไป ชีวิตของเขาก็ต้องพบแต่โชคร้าย

เริ่มจากธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองของเขาได้จบลงอย่างกะทันหันแทบทันทีที่เขาแอบขโมยหินมา แถมต่อมาตนยังถูกครอบครัวทอดทิ้ง และถูกบังคับให้ต้องขายทรัพย์สินชำระหนี้หลีกเลี่ยงการล้มละลายอีกต่างหาก

เรียกได้ว่านี่เป็นหินที่ดูธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาเลยก็คงไม่ผิด

 

 

9. รูปวาดเด็กร้องไห้กับ คดีไฟไหม้บ้านลึกลับ

นี่คือภาพที่วาดโดย Bruno Amadio ศิลปินชาวอิตาลีเกิดที่เมืองเวนิสในปี 1911 ผู้ซึ่งมีโอกาสได้ต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่สอง และมีทุกข์ทรมานของเด็กๆ ในระหว่างความขัดแย้งเป็นแรงบันดาลใจ

โดยภาพเด็กร้องไห้นั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 27 ภาพ และเมื่อมีชื่อเสีย(ง)ขึ้นหลังจากในช่วงปี 1985 ซึ่งบ้านที่นำรูปนี้ไปประดับหลายหลังมักต้องพบกับเหตุเพลิงไหม้บ้าน

แต่แม้ว่าจะต้องพบเหตุเพลิงไหม้อยู่บ่อยๆ ก็ตาม นักดับเพลิงกลับรายงานว่า ทุกๆ ครั้งรูปวาดเด็กร้องไห้กลับไม่เคยเสียหายเพราะเปลวเพลิงเลย แม้ในกรณีที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ จะไหม้ไปหมดก็ตาม

(แม้ว่าหลายๆ คนจะบอกว่านี่เป็นเพียงการตีข่าวของสื่อต่างๆ ในอดีตก็ตาม)

 

 

10. วัตถุโบราณแห่งความโชคร้าย จากนครแห่งความตาย “ปอมเปอี”

ปอมเปอีเป็นเมืองโบราณที่ถูกทำลายจากการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสในปีคริสต์ศักราช 79 ฝังเอาเมืองทั้งเมืองพร้อมคนข้างในไว้ใต้เถ้าถ่านแห่งภูเขาไฟ

อย่างไรก็ตามเรื่องเกี่ยวกับวัตถุโบราณและความโชคร้ายจากปอมเปอีนั้น เริ่มต้นขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 เมื่อการขุดค้นทางโบราณคดีเริ่มต้นขึ้นโดยฝีมือของวิศวกรชาวสเปน Roque Joaquín de Alcubierre

ในเวลานั้นปอมเปอีได้ถูกเปิดให้เข้าชมโดยนักท่องเที่ยว และแน่นอนว่าด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาก จำนวนคนมือบอนที่แอบขโมยวัตถุโบราณก็ย่อมที่จะมากตามไปด้วย

แต่ก็เช่นเดียวกับลูกหินเครื่องยิงบัลลิซต้าด้านบน วัตถุโบราณจากปอมเปอีเองก็มักจะถูกส่งกลับมาพร้อมกับจดหมายขอโทษที่บอกว่าตัวเองต้องพบกับโชคร้ายอยู่เสมอหลังขโมยวัตถุโบราณไป

แถมจดหมายที่ว่ายังมีมากถึงเฉลี่ยปีละ 100 ฉบับเลย เรียกได้ว่าทำเอาในช่วงหนึ่งเหล่าผู้เกี่ยวข้องคิดจะเปิดพิพิธภัณฑ์สำหรับ “ของต้องสาป” เหล่านี้โดยเฉพาะกันเลยทีเดียว

 

 

 

ที่มา ancient-origins และ thecollector

Share post:

Subscribe

spot_imgspot_img

Popular

More like this
Related

เว็บวาไรตี้ดัง Buzzfeed ปลดพนักงาน 180 คน แล้วเอา AI มาเขียนคอนเทนต์แทน

เป็นอีกหนึ่งสัญญาณ ที่บ่งบอกว่าตอนนี้ AI กำลังจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเหล่ามนุษย์ ล่าสุดมีรายงานว่า Buzzfeed เว็บข่าววาไรตี้ชื่อดังของประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังทำงานร่วมกันกับบริษัท OpenAI ผู้พัฒนา...

สุดช็อตฟีล “Netflix” บอกให้ “โควตซีนที่ชอบที่สุด” เจอบอก “แต่แอปพี่ แคปแล้วจอดำนะ”

กำลังเป็นจังหวะขำๆ ในโลกออนไลน์เลยครับ เมื่อช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ทวิตเตอร์ Netflixth ได้ออกมาทวีตบอกให้ผู้ติดตาม "โควตซีนที่ชอบที่สุดใน Netflix" มาแบ่งปันกัน แต่ปัญหาคืออย่างที่หลายๆ...

เขียนโค้ดขั้นต้น อาจจะง่ายขึ้นอีกขั้น OpenAI จ้าง “กองทัพนักพัฒนา” ช่วยฝึก AI ให้ เขียนโค้ดเก่งยิ่งขึ้นอีก

เมื่อพูดถึงความสามารถที่กำลังเป็นที่จับตามองของ ChatGPT "การเขียนโค้ด" ก็คงเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายๆ คิดขึ้นมาเป็นอย่างแรกๆ ดังนั้นนี่จึงอาจจะเป็นข่าวที่น่าจับตามองเลย เมื่อล่าสุดนี้เองสำนักข่าวในต่างประเทศได้ออกมารายงานว่าบริษัท OpenAI เจ้าของ ChatGPT...

อดีตพนักงาน Meta อ้าง “Facebook” จงใจให้แอป กินแบตผู้ใช้กว่าที่ควร เพื่อเอาพลังงานไป “ทดลองฟีเจอร์ใหม่”

ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวที่ฟังดูไม่ค่อยจะดีของ Facebook เลยครับ เมื่อล่าสุดนี้เอง ได้มีอดีตพนักงานของบริษัท Meta ชื่อ George Hayward...