เปิดตำนานการสู้เพื่อ “ประชาธิปไตย” ในเกาหลีใต้ หลังถูกปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการ กว่า 40 ปี

Date:

ประเทศเกาหลีใต้ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย แต่ก่อนหน้าที่จะกลายมาเป็นประชาธิปไตยนั้นคนเกาหลีต้องผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมายเหลือเกิน

ทั้งการตกอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำที่เป็นเผด็จการ แม้ว่าจะเป็นประเทศที่เรียกว่า “สาธารณรัฐ” แล้วก็ตาม มีการรัฐประหาร และการประท้วงที่เกิดการสูญเสียมากมาย

ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองของประเทศเกาหลีใต้ จึงกลายมาเป็นโมเดลให้หลายๆ ประเทศใช้เป็นกรณีศึกษา

เพื่อเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจในทวีปเอเชียอย่างในทุกวันนี้

 

 

ก่อนที่จะเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด เรามาทำความเข้าใจกันถึงการแบ่งประเทศกันก่อน ทุกอย่างเริ่มกันตั้งแต่หลังจบสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1948 ประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่เดิมทีเคยเป็นประเทศเดียวกันมาก่อนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน

โดยที่ฝ่ายเกาหลีเหนือมีสหภาพโซเวียตคอยดูแลเป็นเหมือนพี่เลี้ยง ส่วนฝ่ายเกาหลีใต้เป็นสหรัฐอเมริกา ทั้งสองฝ่ายแบ่งระบบการปกครองกันอย่างชัดเจน โดยที่ฝ่ายเกาหลีเหนือใช้ระบบสังคมนิยม ส่วนเกาหลีใต้ใช้ระบบประชาธิปไตย

เอาล่ะจากนี้เราจะมาโฟกัสที่เกาหลีใต้ล้วนๆ เลยนะครับ…

 

ยุคประธานาธิบดี อี ซึง-มัน (ค.ศ. 1948-1960)

 

หลังจากที่แบ่งประเทศกันเรียบร้อย ฝ่ายเกาหลีใต้ก็ได้มีการเลือกตั้งครั้งแรกใน 1948 และอี ซึง-มัน ที่เป็นพลเรือนก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีโดยสภาสมัชชาแห่งชาติ

หลังจากที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้วจนครบวาระ นายอี ซึง-มันก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าในสมัยต่อไปตนเองจะไม่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีต่อ ก็เลยมีความพยายามที่จะ “สืบทอดอำนาจ” ต่อ

ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งจากการให้สมัชชาแห่งชาติเป็นคนเลือกประธานาธิบดี กลายมาเป็นให้ประชาชนเลือกโดยตรงแทน และเขาก็ได้รับคะแนนเลือกตั้งไปอย่างท่วมท้นกลายเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2

พอจะหมดวาระในสมัยที่ 2 นายอี ซึง-มัน ก็ยังไม่หยุดแค่นี้ เขาพยายามสืบทอดอำนาจอีกครั้งด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแก้ให้ตำแหน่งประธานาธิบดี “ไม่มีการกำหนดวาระ”

 

 

ทำให้นายอี ซึง-มันกลายเป็นประธานาธิบดีติดต่อกันไปอีกอย่างน้อย 2 สมัย โดยการใช้กฎหมายกำจัดคู่แข่ง ใส่ร้ายพรรคตรงข้ามว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (ซึ่งทำได้ง่ายมาก เพราะขณะที่เขาอยู่ในอำนาจนั้น อยู่ในช่วงสงครามคาบสมุทรเกาหลี)

จนกระทั่งปี 1960 ประชาชนเริ่มทนไม่ไหวกับการกระทำที่เหมือนเป็นเผด็จการ และความพยายามผูกขาดอำนาจไว้เพียงฝ่ายเดียว ก็เริ่มออกมาประท้วงกันทั่วประเทศ

รัฐบาลที่นำโดยนายอี ซึง-มัน ประกาศสภาวะฉุกเฉิน มีการใช้กระสุนจริงกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 186 ราย แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

จนท้ายที่สุดก็ต้องหนีออกจากประเทศไปด้วยความช่วยเหลือจาก CIA ของสหรัฐอเมริกา โดยลี้ภัยไปอยู่ที่ฮาวายและเสียชีวิตลงใน 5 ปีต่อมา

 

ยุคประธานาธิบดียุน โบ-ช็อน (ค.ศ. 1960-1961)

 

หลังจากขับไล่อี ซึง-มันออกไปได้แล้ว เกาหลีใต้ก็เริ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยครั้งใหญ่ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลายหมวด ลดอำนาจประธานาธิบดีลง ตั้งรัฐสภาขึ้นมาใหม่ และใช้ระบบรัฐสภาโดยที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี

ในช่วงนี้มีเกาหลีใต้มีการจัดตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นมามากมาย และถูกประชาชนกดดันให้ทำการเช็กบิลกับเครือข่ายเผด็จการของอี ซึง-มัน มีข้าราชการจำนวนมากถูกไล่ออก และถูกสอบสวนมากกว่าหลายหมื่นคน มีการพยายามจะลดอำนาจของกองทัพลง เพราะสงครามคาบสมุทรเกาหลีจบไปแล้ว

แต่พอถึงช่วงเวลาเลือกตั้งจริงๆ กลายเป็นว่านายยุน มีเสียงที่ปริ่มน้ำ โดยมีพรรคฝ่ายค้านเป็น “กลุ่มอำนาจเก่า” ที่เคยเป็นพรรคพวกของนายอี ซึง-มัน มาก่อน

ภายใต้การบริหารของนายยุนมีการบริหารจัดการที่ย่ำแย่ ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ และเรื่องของการเมือง ที่ไม่สามารถจัดการกับผู้มีอำนาจเก่าได้

ก็เลยทำให้ถูกทำการรัฐประหารยึดอำนาจโดยนายพล พัก ช็อง-ฮี ในเดือนพฤษภาคม ปี 1961

 

ยุคผู้นำ นายพลพัก ช็อง-ฮี (ค.ศ. 1963-1972)

 

หลังจากที่ทำการรัฐประหารยึดอำนาจมาได้ในปี 1961 ก็ได้มีการยกเลิกระบบรัฐสภาออกไป แล้วก็ตั้งสภาสูงสุดขึ้นมาโดยที่มีตัวเองเป็นประธาน

พร้อมบอกกับประชาชนว่า “ขอเวลาแค่ 2 ปี” ในการขจัดการคอร์รัปชันให้หมดไปและปฏิรูปกองทัพ จากนั้นก็มีการทำประชามติให้ประธานาธิบดีกลับมามีอำนาจสูงสุดอีกครั้ง พร้อมกับรับปากว่าประเทศก็จะกลับไปสู่การเลือกตั้งดังเดิม

พอครบระยะเวลา 2 ปี ก็กลายเป็นว่าจัดการเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ แต่ว่ามีการตั้งพรรคการเมืองที่ชื่อว่า DRP (Democratic Republican Party) ขึ้นมา แล้วนายพลพัก ก็ลาออกจากกองทัพ ไปเป็นแคนดิเดตประธานาธิบดีของพรรค DRP ซะอย่างนั้น!?

ก็ตามคาดครับนายพลพัก ชนะการเลือกตั้งไปถึง 2 สมัยด้วยกัน และจากการปกครองของนายพลพัก ทำให้ประเทศเกาหลีใต้พัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด

โดยการเปลี่ยนจากการเน้นระบบเกษตรกรรม กลายมาเป็นระบบอุตสาหกรรม จนทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

แต่ทว่าความเจริญนั้นกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่ ส่วนคนต่างจังหวัดนั้นยังคงจนอยู่เหมือนเดิม นอกจากนี้การพัฒนาระบบอุตสาหกรรมยังตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “กดค่าแรงให้มีราคาถูก” เพื่อลดต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรมมีกำไรมหาศาล

นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายต่างๆ ที่เอื้อต่อพวกพ้องของตัวเอง (พรรครัฐบาล) มีการบังคับใช้กฎหมายกับพรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ แต่พอเป็นฝ่ายรัฐบาลกลับสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

และเมื่อมาถึงปี 1971 รัฐบาลของนายพลพัก ก็มาถึงทางตัน เพราะรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเองนั้น กำหนดให้ประธานาธิบดีอยู่ได้เพียงแค่ 2 วาระเท่านั้น

ก็เลยเลือกใช้วิธีเดิม ก็คือ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ให้สามารถอยู่ต่อได้หลายวาระ และการเลือกตั้งครั้งต่อมาเขาก็ชนะไป แต่ทว่าเป็นการชนะที่ค้านสายตาประชาชนเป็นอย่างมาก

ทำให้เกิดการต่อต้านจากประชาชน พรรคฝ่ายค้าน และแรงงาน พอเกิดกระแสต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ผ่านการเลือกตั้งไปได้ไม่นาน นายพลพักก็ตัดสินใจประกาศสภาวะฉุกเฉิน งดใช้รัฐธรรมนูญ ยุบสภา ยุบพรรคการเมือง หรือเรียกง่ายๆ ว่า “รัฐประหารตัวเอง”

 

ยุคผู้นำ นายพลพัก ชอง-ฮี ครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1972-1979)

 

หลังจากประกาศสภาวะฉุกเฉินไปได้ 1 ปี ในปี 1972 รัฐบาลนายพลพัก ก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญยูชิน”

โดยในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีอย่างล้นเหลือ ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งสมาชิกสภาได้ 1 ใน 3 เพื่อให้มายกมือเลือกให้ตัวเองเป็นประธานาธิบดีต่อ แถมยังดำรงตำแหน่งได้โดยไม่กำหนดวาระ

มีการใช้หน่วยข่าวกรอง KCIA (มี CIA ของสหรัฐเป็นต้นแบบ) คอยขัดขวางการต่อต้านรัฐบาล ที่นำโดยประชาชนและพรรคฝ่ายค้าน มีการยุบพรรคฝ่ายค้านเป็นว่าเล่น

แม้ว่าประเทศเกาหลีในยุค 1970 จะมีความก้าวหน้าจากการเน้นการส่งออก และการทำอุตสาหกรรม แต่ก็มีคนแค่บางส่วนเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์จากความเจริญก้าวหน้านี้

บรรดานักการเมืองและข้าราชการต่างก็มีความร่ำรวยแบบผิดปกติ เพราะได้รับประโยชน์จากการเซ็นต์มอบผลประโยชน์ในโครงการรัฐต่างๆ ให้กับเหล่านักลงทุน โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงยากจน และถูกกดขี่

เหล่านักศึกษาและประชาชนเริ่มมองเห็นถึงความไม่เท่าเทียม และมองไม่เห็นอนาคตความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง ก็เริ่มสะสมความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งในปี 1979 นายพลพัก ก็พยายามที่จะสืบทอดอำนาจของตัวเองอีกครั้ง โดยการใช้สภาที่อยู่ใต้อำนาจของตัวเองขับไล่คู่แข่ง หรือผู้นำฝ่ายค้านก็คือนาย คิม ย็อง-ซัม (ที่ภายหลังจะกลายเป็นประธานาธิบดีที่มีบทบาทมากในการปฏิรูปกองทัพและการเมืองของเกาหลีใต้) ออกไปจากสภา

 

 

ทำให้ประชาชนเป็นจำนวนมากทนไม่ไหวและออกมาชุมนุมขับไล่ ระหว่างนั้นก็มีการสลายการชุมนุม จับกุมผู้ชุมนุมเป็นว่าเล่น แต่ทว่ายิ่งจับกุม ยิ่งสลาย ก็ยิ่งมีประชาชนออกมามากขึ้นเท่านั้น

ขณะที่ประชาชนเริ่มออกมากันมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลค่อยๆ หมดความชอบธรรมลง เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!!

นายพลพักถูกลอบสังหารคาทำเนียบรัฐบาล โดยผู้นำของหน่วยงาน KCIA ที่เขาตั้งขึ้นมาเอง

ซึ่งสาเหตุของการลอบสังหารจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด บ้างก็บอกว่าเป็นการบันดาลโทสะจากความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน บ้างก็ว่าเกิดจากการแย่งชิงอำนาจ บ้างก็ว่า CIA ของสหรัฐอยู่เบื้องหลัง

 

ยุครัฐบาลนำโดยกลุ่ม สมาคมหนึ่งเดียว (ฮานาเฮว) (ค.ศ. 1979-1987)

ภาพจาก @call119now

 

หลังจากที่ผู้นำพักเสียชีวิตลง ฝ่ายรัฐบาล (อำนาจเก่า) ก็เลือกประธานาธิบดีกันเองอีกรอบ และก็ได้นาย ชเว กยู-ฮา มาเป็นประธานาธิบดี แต่หลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 6 วัน ก็ถูกทำการรัฐประหารยึดอำนาจโดยกลุ่มที่เรียกว่า “สมาคมหนึ่งเดียว” (ฮานาเฮว)

โดยสมาคมที่ว่านี้เป็นสมาคมของทหารที่เรียนจบโรงเรียนทหารรุ่นเดียวกัน เป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยกันเล่นการเมือง ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ และมีอิทธิพลถึงขั้นสามารถแต่งตั้งโยกย้ายนายพลส่วนใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ในยุคนั้นได้

การรัฐประหารครั้งนี้นำโดยนายพลช็อน ดู-ฮวัน และนายพลโน แท-อู โดยมีข้ออ้างว่าต้องการที่จะตามจับล้างบางพวกกบฎ ที่ทำการลอบสังหารผู้นำ (นายพลพัก)

 

 

มีการกำจัดฝ่ายตรงข้ามออกไป และแต่งตั้งพวกของตัวเองที่เป็นทหารไปนั่งในตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมือง แบบที่ไม่ต้องมีกฎหมายอะไรรองรับทั้งสิ้น

จากนั้นในปี 1980 นายพลช็อน ก็ลาออกจากกองทัพ แล้วไปนั่งตำแหน่งหนัวหน้าหน่วย KCIA เพื่อเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งและเป็นแคนดิเดตประธานาธิบดี

ประชาชนและนักศึกษาก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า นี่คือหนังม้วนเดิมเหมือนกับตอนนายพลพัก แบบชัดๆ ก็เลยออกมาต่อต้าน จัดชุมนุมครั้งใหญ่ในรอบหลายปี

แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเหมือนกับตอนที่ขับไล่นายอี ซึง-มัน ออกไปได้ เพราะมีทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองอย่างยาวนาน แถมยังมีทหารมานั่งอยู่ในตำแหน่งที่มีความสำคัญทางการเมืองมากมาย

บวกกับช่วงสงครามกับเกาหลีเหนือที่กลับมาอีกครั้ง ทำให้กองทัพมีงบประมาณ และอาวุธที่เข้มแข็งเป็นอย่างมาก พร้อมจะเอามาปราบปรามการชุมนุมได้ทุกเมื่อ

ในวันที่ 17 พฤษภาคม 1980 นายพลช็อนก็ออกประกาศกฎอัยการศึก สั่งห้ามชุมนุมอย่างเด็ดขาด และปิดมหาวิทยาลัย

ในวันต่อมา (18 พฤษภาคม 1980) ประชาชนเป็นจำนวนมากก็ลุกฮือออกมาประท้วงที่เมืองกวางจู และนี่เองก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้

 

 

รัฐบาลสั่งสลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธสงคราม การต่อสู้ระหว่างประชาชนและทหารกินเวลายาวนานถึง 9 วันติดๆ กัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 ราย และบาดเจ็บอีกหลายพันราย (จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่าประมาณการต่ำเกินไปด้วยซ้ำ ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจมีถึง 2,000 ราย)

เมื่อปราบปรามประชาชนสำเร็จ นายพลช็อนก็ประกาศยุบสภาสมัชชาแห่งชาติ และประกาศตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่เพื่อปกครองชั่วคราว โดยให้ตัวเองเป็นประธาน แล้วก็ทำการแก้รัฐมนูญใหม่ผ่านการทำประชามติ (แหม๊ ผ่านง่ายกันจริงจริ๊งงงง)

 

 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกแก้ไขมาให้ประธานาธิบดีอยู่ได้ 7 ปีต่อ 1 วาระ และไม่มีการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งการเลือกตั้งนั้นประชาชนจะได้เลือกผู้แทน และผู้แทนก็จะมาเลือกผู้นำอีกที

จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งผลให้นายพลช็อน ได้รับเลือกตั้งให้กลายเป็นประธานาธิบดีไปในที่สุด

 

 

ในยุค 1980 ภายใต้การนำของรัฐบาลนายพลช็อน ทำให้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ก็ยิ่งพัฒนาขึ้นไปอีก กลายเป็นประเทศผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์รายใหญ่ มีอุตสาหกรรมรถยนต์เกิดขึ้น และมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามากมาย

แต่จากการปกครองแบบเผด็จการ ก็ทำให้มีคนไม่กี่กลุ่มที่ได้ประโยชน์ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่มีอยู่แล้วก็ยิ่งห่างกันขึ้นไปอีก ประชนชนชั้นกลางและชนชั้นล่างยังต้องทนทุกข์เหมือนเดิม ในขณะที่นักการเมืองและพนักงานราชการตำแหน่งใหญ่ๆ รวยขึ้นๆ

ความรู้สึกเหล่านี้เริ่มทำให้ประชาชนและนักศึกษาเริ่มไม่พอใจ แต่ทว่าหลังจากยกเลิกกฎอัยการศึก มาใช้รัฐธรรมนูญ การควบคุมก็ย่อมลดน้อยลง ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยกันมากขึ้น

ในปี 1986 พรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ออกมาล่ารายชื่อประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ และก็ได้ไปมากกว่า 10 ล้านรายชื่อ!!

เมื่อกระแสการต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 1987 การปราบปรามก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง มีการจับตัวแกนนำนักศึกษาไปซ้อมทรมานจนเสียชีวิต และการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนลุกฮือออกมาชุมนุมกันมากกว่า 1 ล้านคน เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต เรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการต่อต้านนายพลโน แท-อู ที่กำลังเตรียมตัวจะมารับการสืบทอดอำนาจต่อ ไม่ให้ขึ้นมามีอำนาจ

 

 

รัฐบาลเผด็จการที่นำโดยนายพลช็อน เตรียมการที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินอีกครั้ง เพื่อสลายการชุมนุม ทั้งการปิดมหาวิทยาลัย ปิดสื่อ และเตรียมใช้อาวุธสงครามกับประชาชน

แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น อยู่ๆ นายพลช็อนก็ตัดสินใจยกเลิกการสลายการชุมนุมซะอย่างนั้น ต่อมาในปี 1987 นายพลโน แท-อู ก็ออกมาประกาศยอมรับข้อเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปล่อยตัวนักโทษการเมือง และรับประกันความปลอดภัยในการเคลื่อนไหวขององค์กรต่างๆ

โดยที่สาเหตุของการที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนใจของรัฐบาลเผด็จการนั้น จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจทราบได้ แต่ก็มีข้อสันนิษฐานมากมายเช่น เศรษฐกิจของเกาหลีใต้พัฒนามาไกลเกินกว่าที่จะย้อนกลับไปปกครองระบอบเผด็จการแบบเต็มรูปแบบแล้ว

หรือรัฐบาลเผด็จการพยายามที่จะรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง เพราะในช่วงนั้นเกาหลีใต้กำลังจะกลายเป็นเจ้าภาพจัดงานกีฬาโอลิมปิกในปี 1988 ขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นเพราะว่าสหรัฐอเมริกาเลิกให้การสนับสนุนผู้นำที่เป็นเผด็จการในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียแล้ว เป็นต้น

หลังจากนั้นประเทศเกาหลีใต้ก็มีการเขียนรัฐมนูญขึ้นมาใหม่ โดยการร่วมมือกันระหว่างพรรคฝ่ายค้าน และพรรครัฐบาล เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย มีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ”

สมัชชาแห่งชาติจะต้องมาจากการเลือกตั้ง, และประธานาธิบดีจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง รัฐธรรมมนูญฉบับดังกล่าวก็มีการใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน

 

ยุคการเมืองหลังจากระบอบเผด็จการ

คิม ย็อง-ซัม ประธานาธิบดีผู้ได้รับฉายาว่าบิดาแห่งการปฏิรูป

 

แม้ว่าการเมืองจะกลับมาอยู่ในสภาวะปกติแล้ว แต่ว่าผู้ที่ได้รับอำนาจก็ยังอยู่ฝั่งที่เคยเป็นเผด็จการมาก่อน จนกระทั่งนายคิม ยัง-ซัม ได้รับการเลือกตั้งในปี 1993 ก็ได้ทำการปฏิรูปกองทัพ ทำให้มีอำนาจน้อยลง คงไว้ให้สามารถปกป้องประเทศได้เพียงอย่างเดียว

มีการลดอำนาจกลุ่มสมาคมหนึ่งเดียว (ฮานาเฮว) ลงเพื่อไม่ให้มาทำรัฐประหารยึดอำนาจได้อีก

และในปี 1995 จากการผลักดันของญาติผู้เสียชีวิตในการสลายการชุมนุมที่เมืองกวางจู จึงทำให้ศาลรัฐมนูญออกกฎหมายฉบับพิเศษ เพื่อเอาผิดเหล่าคณะรัฐประหารในอดีตที่กระทำการล้มล้างอำนาจรัฐบาลซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต

โดยการให้เหตุผลว่า “แม้การทำรัฐประหารสำเร็จไปแล้ว และจะนิรโทษกรรมตัวเองไปแล้วนั้นถือเป็นเรื่องที่ใช้การไม่ได้ เหตุผลนี้ไม่สามารถใช้ได้ในกรณีกบฎล้มล้างการปกครอง”

ทั้งอดีตประธานาธิบดีช็อน นายพลโน และนายทหารอีกกว่า 14 คนถูกจับ ในความผิดข้อหากบฎยึดอำนาจ, ใช้อำนาจสร้างความร่ำรวยแบบผิดกฎหมาย, ความผิดทางอาญาฐานฆ่าประชาชนที่ออกมาชุมนุม และนำประเทศไปสู่การคอรัปชัน

 

 

อดีตประธานาธิบดีช็อนถูกตัดสินประหารชีวิต และยึดทรัพย์จำนวน 8,000 ล้านบาท ส่วนนายพลโน ถูกตัดสินจำคุก 22 ปี และยึดทรัพย์จำนวน 10,000 ล้านบาท ก่อนที่จะถูกลดโทษให้นายช็อนเหลือจำคุกตลอดชีวิต และนายโนเหลือจำคุก 17 ปี

แต่ทั้งคู่ก็ติดคุกจริงๆ เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น และถึงแม้ว่าจะถูกปล่อยตัวออกมา ก็ยังคงถูกควบคุมจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยรัฐบาลเกาหลีใต้อยู่จนถึงทุกวันนี้

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวหง่าว

Share post:

Subscribe

spot_imgspot_img

Popular

More like this
Related

รมว.การต่างประเทศ ยอมรับ อดีต ปธน.ศรีลังกา จะมาไทยจริง บอกหนีร้อนมาพึ่งเย็น อยู่ได้ไม่เกิน 90 วัน

รมว.การต่างประเทศ ยอมรับ อดีต ปธน.ศรีลังกากำลังมาไทยจริง บอกหนีร้อนมาพึ่งเย็น อยู่ได้ไม่เกิน 90 วัน วันนี้ (10...

ดราม่าเสียงแตก ไรเดอร์บ่นลูกค้า ‘สั่งเยอะ’ รู้ว่าจ่ายไหว แต่ไม่เกรงใจคนส่งเลย

เกิดเป็นดราม่าเสียงแตกขึ้นมา หลังมีไรเดอร์รายหนึ่งออกมาบ่นลูกค้าที่สั่งพิซซ่าจำนวนมาก พร้อมโอดว่าแบบนี้ไม่เกรงใจคนส่ง     เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในกลุ่มข่าวของจังหวัดหนึ่งในไทย โดยไรเดอร์ได้มาโพสต์รูปว่ามีลูกค้าสั่งพิซซ่ามาถึง 11 ถาด เจ้าตัวจึงมาตัดพ้อว่า "ก็รู้ว่ามีปัญญาจ่าย แต่สั่งไม่เกรงใจคนส่งเลย" จากนั้นโพสต์นี้ก็ได้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาในกลุ่ม โดยมีสมาชิกในกลุ่มเข้ามาแสดงความเห็นกันมากมาย   เริ่มจากคนที่อัดใส่ไรเดอร์ว่า...

สื่อต่างประเทศรายงาน คาดว่าวันพฤหัสฯ ประธานาธิบดีศรีลังกาจะเดินทางมาถึงไทยเพื่อหาที่พักชั่วคราว

ประธานาธิบดีศรีลังกากำลังจะเดินทางมาหาที่พักชั่วคราวในประเทศไทย คาดว่าจะถึงวันพฤหัสบดีนี้   อย่างที่เราทราบกันดีว่าในตอนนี้คนใหญ่คนโตในศรีลังกา รวมถึงประธานาธิบดีอย่าง โกตาบายา ราชปักษา ต้องพากันหลบหนีออกนอกประเทศ หลังจากที่ประชาชนรวมตัวกันประท้วงขับไล่อย่างหนัก เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศล่ม เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงที่สุดในประวัติการณ์ อ่านข่าว: https://www.catdumb.com/world-news/91957   ซึ่งในวันที่ 14...

หนุ่มมาเลฯ อาจโดนคุก 20 ปี หลังนำ “บุหรี่ไฟฟ้า” ใส่ปากทารก ถ่ายคลิปเล่นจนเป็นไวรัล

ชายคนหนึ่งถ่ายคลิปเล่นๆ โดยการเอาบุหรี่ไฟฟ้าใส่เข้าปากเด็กทารก แต่เพราะคลิปนี้ดังจนกลายเป็นไวรัล เขาจึงถูกจับในที่สุด นักธุรกิจ ผู้ไม่ขอเปิดเผยชื่อ อายุ 23 ปี ถูกตำรวจจับกุมในเมืองยะโฮร์...