เล่นใหญ่สไตล์ญี่ปุ่น ลงโฆษณา “ด่ารัฐบาล” จัดการโควิด-19 ย่ำแย่ กลางหน้าหนังสือพิมพ์เต็มๆ

Date:

ภาพหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น  กลายเป็นกระแสดังบนโลกออนไลน์ทั่วโลกในทันที…

เนื่องจากภาพนั้นเป็นหน้ากลางของหนังสือพิมพ์ ที่ปกติจะใช้ในการรับลงโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องการพื้นที่ใหญ่ๆ ในการโปรโมตแบรนด์ให้ผ่านสายตาคนจำนวนมาก

แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หน้ากลางของหนังสือพิมพ์  3 เจ้า กลับกลายเป็นพื้นที่ “ด่ารัฐบาล” ไปเสียอย่างนั้น

 

รายงานจากสื่อต่างชาติระบุว่า มีหนังสือพิมพ์ระดับชาติอย่างน้อย 3 ราย ที่ลงโฆษณาในลักษณะเดียวกัน โดยมีภาพของไวรัสโคโรนาสีแดง ภาพของเด็กชาวญี่ปุ่น และข้อความโจมตีการทำงานของรัฐบาล

บนภาพนั้น เด็กชาวญี่ปุ่นถือแท่งไม้ ซึ่งเป็นภาพดังจากยุคสงครามโลกครั้งที่สอง มาตัดต่อในลักษณะเป็นอาวุธต่อสู้กับเชื้อไวรัส เหมือนการเปรียบเปรยว่ารัฐบาลให้เด็กจับอาวุธกากๆ ไปสู้ด้วยตัวเอง

 

“ไม่มีวัคซีน ไม่มียา จะให้เราสู้ด้วยไม้ไผ่เหรอ

ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ เราจะตายเพราะการเมือง”

 

“เรากำลังโดนหลอกอยู่ ตลอดปีที่ผ่านมาเราทำไปเพื่ออะไร?”

โฆษณาดังกล่าวตั้งคำถามถึงนโยบายต่างๆ ที่ออกมา ซึ่งแม้ในปัจจุบันก็ไม่ได้ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อทุเลาลง ในขณะที่กรุงโตเกียวเอง ก็เตรียมเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกซึ่งเลื่อนมาจากปีที่แล้วอีก

 

ซึ่งนั่นอาจจะทำให้มีบางบริษัทเกิดความไม่พอใจ และตัดสินใจซื้อสื่อโฆษณา เพื่อระบายความโกรธนี้ออกมา

เพราะในข้อความยังมีการบอกว่ารัฐบาลนั้นเอาแต่แก้ตัวไปเรื่อย  ประชาชนอดทนแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้นสักอย่าง ถึงเวลาที่ต้องมาออกเสียงระบายความโกรธบ้างแล้ว

 

นี่กำลังพูดถึงญี่ปุ่นอยู่จริงๆ นะ…

 

แม้จะต้องเสียเงิน ซึ่งไม่มีการรายงานข่าวว่าการลงโฆษณาแบบนี้ ใช้เงินเท่าไร (แต่เราก็คิดว่าน่าจะเป็นเงินไม่น้อยหรอก) แต่นับว่าการโฆษณานี้ได้ผลตอบรับคุ้มค่ายิ่ง

เพราะเมื่อหนังสือพิมพ์วางจำหน่าย ก็กลายเป็นข่าวไวรัลในโลกออนไลน์ไปโดยทันที กลายเป็นเรื่องดังทั้งในเว็บบอร์ด ทวิตเตอร์ กระทั่งดังข้ามชาติไปในโซเชียลของสหรัฐฯ และเมืองไทยด้วยเช่นกัน

 

โดยเฉพาะในไทย ที่ถึงกับมีคนแซวว่า “ถ้าไทยทำบ้าง สองหน้าอาจจะคงไม่พอ”

 

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นของญี่ปุ่นกับการจัดการโควิด-19 นั้น มีหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมญี่ปุ่นจึงจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดีนัก ไม่เหมือนกับสถานการณ์อื่นๆ ทั้งแผ่นดินไหว หรือสึนามิ ที่จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ

ซึ่งในจุดนี้ ทางเพจที่เชี่ยวชาญด้านญี่ปุ่น WA-Japan วิเคราะห์ว่าอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเอง ที่จะทำอะไรไม่เสี่ยง ทุกอย่างต้องชัวร์ เมื่อต้องเจอภัยพิบัติก็จะมีขั้นตอนการปฏิบัติงานชัดเจน

แต่พอเจอกับโรคระบาดระดับนี้เป็นครั้งแรก ทำให้จัดการได้ชักช้า ไม่ทันการนั่นเอง

 

“มีคนถามเข้ามาว่าทำไมญี่ปุ่นจัดการโควิดไม่ดี ไม่สมกับเป็นญี่ปุ่นเลย เราไปอ่านบทวิเคราะห์มาเมื่อวันก่อน สรุปๆได้ว่า การที่ญี่ปุ่นจัดการโควิดไม่ดี เพราะมันคือวิถีญี่ปุ่น ช้า ตัดสินใจช้า ไม่เสี่ยง ทุกอย่างต้องชัวร์ ต้องเช็คให้แน่ใจ ถ้าฉีดวัคซีนไปคนตายคือรับผิดชอบไม่ไหว

ซึ่งจะแตกต่างจากภัยพิบัตินะ อันนี้ญี่ปุ่นจัดการได้ดีมากกกกเพราะเค้าผ่านภัยพิบัติมาหลายครั้งเหมือนเค้ามีคู่มือแล้ว1 2 3 4 5 ว่าต้องจัดการยังไง

อย่างไรก็ตามในความเลวร้ายของสถานการณ์โควิด รัฐบาลญี่ปุ่นมีเงินช่วยเหลือ SME นะคะ ผู้ประกอบการได้เงินชดเชยค่ะ”

 

 

ที่มา:

WA-Japan 

english.kyodonews.net

reuters

Share post:

Subscribe

spot_imgspot_img

Popular

More like this
Related

วิจัยชี้ ผู้หญิง อาจมีรูปแบบการ ถึงจุดสุดยอด ต่างกันได้ถึง 3 แบบ คลื่นทะเล หิมะถล่ม และ ภูเขาไฟ

เมื่อเรากล่าวถึงหัวข้อ "การถึงจุดสุดยอด" ในสตรีหลายคนก็คงจะมีภาพในหัวที่ไม่ต่างกันมากนัก แต่เชื่อหรือไม่ว่าอ้างอิงจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ ศูนย์สุขภาพอวัยวะเพศ และบริษัทของเล่นผู้ใหญ่ Lioness การถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงนั้น จริงๆ แล้วอาจแบ่งได้ถึง...

วิจัยพบ เงินเดือนของ “คนรุ่นใหม่” มี “อำนาจซื้อ” ลดลงถึง 86% เมื่อเทียบกับคนรุ่น Baby boomers

เมื่อผู้ใหญ่บางคนพูดถึง "คนรุ่นใหม่"  (คน Gen Z และ Millennial ตอนปลาย) หลายครั้งเราก็อาจจะได้ยินเสียงบ่นมาบ้างว่าคนในยุคนี้ใช้เงินกันฟุ่มเฟือยเหลือเกิน...

ชายเลบานอนก่อเหตุ “ปล้นเงินตัวเอง” จากธนาคาร ประชาชนต่างยกย่องแม้เป็นอาชญากร

เป็นข่าวอาชญากรรมที่ผู้คนต่างก็นับถือใจ และเห็นใจของผู้ต้องหาจริง ๆ มันเกิดอะไรขึ้น? เราจะมาเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่านไปพร้อม ๆ กันครับ... เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองเบรุต...

ชาวเน็ตเถียงกันสนุก ตกลงแล้ว “หลอดดูดน้ำ มีรูกี่รู?” งานนี้ นักคณิตศาสตร์ มีคำตอบให้

เพื่อนๆ เคยตั้งคำถามกันเล่นๆ ไหมว่า "หลอดที่เราใช้กัน ตกลงแล้วมันมีกี่รู" เพราะคำถามนี้ ในปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาโลกแตก ที่ชาวเน็ตกำลังถกเถียงกันอย่างออกรสบนโลกออนไลน์อีกครั้งเลย นั่นเพราะ เมื่อบริษัทวิจัยข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต...