นักอนุรักษ์ผวา พบเพนกวินจิ๋วกว่า 6,000 ตัวถูกกวาดล้าง โดย “แทสเมเนียนเดวิล” บนเกาะที่ออสเตรเลีย

Date:

สำหรับสัตว์พื้นเมืองของทวีปออสเตรเลียอย่าง “แทสเมเนียนเดวิล” ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พวกมันต้องประสบปัญหาการลดจำนวนลงของประชากรอย่างรุนแรงจนเกือบสูญพันธุ์ จากการแพร่กระจายของมะเร็งติดต่อได้ที่เรียกว่าโรคเนื้องอกบนใบหน้าปีศาจ (DFTD)

ดังนั้นเพื่อที่จะช่วยเหลือประชากรแทสเมเนียนเดวิลให้คงอยู่ ในปี 2012 ออสเตรเลียจึงตัดสินใจนำแทสเมเนียนเดวิลที่ยังไม่ติดโรคจำนวนหนึ่ง ไปปล่อยทิ้งไว้ที่ “เกาะมาเรีย” ดินแดนขนาดเล็กทางทิศตะวันออกของแทสเมเนีย

 

 

การกระทำนี้จริงอยู่ว่าช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์ของแทสเมเนียนเดวิลเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามจากการรายงานของ Wionews ดูเหมือนว่าความพยายามในการอนุรักษ์สายพันธุ์ของสัตว์ชนิดหนึ่งของออสเตรเลีย จะกำลังทำให้สัตว์อีกชนิดของทวีปต้องเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากขึ้นแทนเสียอย่างนั้น!!

นั่นเพราะ เกาะมาเรียที่ชาวออสเตรเลียนำแทสเมเนียนเดวิลไปอาศัยและขยายพันธุ์ไว้นั้น เดิมทีแล้วเป็นที่อยู่ของ เพนกวินอย่าง “Eudyptula minor”  เพนกวินมีชื่อเสียงด้านขนาดตัวที่เล็กที่สุดในโลก ด้วยความสูงเฉลี่ยแค่ราวๆ 33 เซนติเมตร

และแน่นอนว่าด้วยขนาดตัวที่เล็กขนาดนี้ พวกมันจึงถือเป็นสัตว์ที่บอบบางเป็นอย่างมาก และตกเป็นเหยื่อของแทสเมเนียนเดวิลซึ่งมาจากต่างถิ่นอย่างรวดเร็วนั่นเอง

 

 

อ้างอิงจากรายงานของคุณ Eric Woehler นักอนุรักษ์ของกลุ่ม BirdLife Tasmania จริงๆ แล้วความกังวลเรื่องแทสเมเนียนเดวิลจะทำลายระบบนิเวศของเกาะมาเรียนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2012 ที่แทสเมเนียนเดวิลถูกนำมาปล่อยแรกๆ แล้ว

ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่คิดเลยว่าแทสเมเนียนเดวิลจะกวาดล้างประชากรของนกเพนกวินตัวน้อยพวกนี้ไปมากถึงประมาณ 6,000 ในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปีเท่านั้น

 

 

“ทุกครั้งที่มนุษย์นำสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาสู่หมู่เกาะในมหาสมุทรไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ มันก็มักจะมีผลลัพธ์เช่นนี้เสมอ…

ผลกระทบร้ายแรงต่อนกสายพันธุ์หนึ่งหรือหลายสายพันธุ์

การสูญเสียนกเพนกวิน 3,000 คู่จากเกาะที่เป็นอุทยานแห่งชาติที่ควรเป็นที่หลบภัยของสายพันธุ์นี้

โดยพื้นฐานแล้วถือเป็นความหายนะครั้งใหญ่เลย”

คุณ Eric Woehler กล่าวกับ the Guardian

 

 

ที่สำคัญเพนกวิน Eudyptula minor ยังไม่ใช่นกเพียงสายพันธุ์เดียวที่ได้รับผลกระทบจากสัตว์ต่างถิ่นตัวนี้ด้วย

เพราะในการสำรวจเดียวกันนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่า นกสายพันธุ์อื่นๆ อย่างห่าน หรือนกป่าตัวเล็กบนเกาะ ในปัจจุบันยังมีแนวโน้มที่จะสร้างรังบนที่สูงกันมากขึ้น เพื่อหนีจากแทสเมเนียนเดวิลด้วย

และปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ทำให้ BirdLife Tasmania ค่อนข้างมั่นใจเลยว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำอะไรสักอย่างกับแทสเมเนียนเดวิลบนเกาะแห่งนี้ ก่อนที่พวกมันจะสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศไปยิ่งกว่าปัจจุบัน

 

ที่มา iflscience และ theguardian

Share post:

Subscribe

spot_imgspot_img

Popular

More like this
Related

อินเดียจัด “ตลาดเจ้าบ่าว” ให้สาวๆ เลือกช้อป “สามี” ที่ใช่ อีกหนึ่งทางเลือกของคนโสด

เป็นเวลากว่า 700 ปีแล้วที่รัฐ Bihar ของอินเดีย ได้จัดตลาดสุดแปลกอย่าง "ตลาดเจ้าบ่าว" โดยเปิดให้บรรดาผู้หญิงและครอบครัวของพวกเธอ มาจับจ่าย...

ยูทูบเบอร์ โชว์รูป เทรนต์ แข้งลิเวอร์พูล ทักแฟนเขามา จึงขอให้ทำแต้มในเกมให้ได้เยอะๆ “แล้วเธอจะให้นายดูจิ๋มส์”

เมื่อวานนี้ (17 สิงหาคม) WillNE ทูบเบอร์ชื่อดังที่มีคนตามกว่า 4.6 ล้านชาวอังกฤษวัย 26 ปี...

หมาบีเกิ้ลหายจากบ้านไป 2 อาทิตย์ ก่อนโผล่ในถ่ายทอดสดฟุตบอล สุดท้ายจบแฮปปี้

หนุ่มทำหมาบีเกิ้ลหายไป 2 อาทิตย์ จนสิ้นหวังแล้วว่าอาจไม่ได้เจอกันอีก แต่แล้วสุนัขของเขาก็ไปโผล่ในการถ่ายทอดสดฟุตบอล จึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง     เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่ประเทศชิลี มาเธียส กาโยโซ่ หนุ่มจากเมือง...

หนุ่มมุสลิมงง ลงไปทิ้งขยะ กลับมาเจอ “ไซหลง” นั่งในรถ – ‘มาไงเนี่ย เลี้ยงไม่ได้!!’

ทำเอาหนุ่มมุสลิมรายหนึ่งหัวจะปวดเลย เมื่ออยู่ดีๆ ก็มีแขกแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญกระโดดขึ้นรถ แถมตีมึนไม่ยอมลงจากรถด้วย... ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Dee Kridsana ซึ่งเป็นชาวมุสลิม เล่าว่า เมื่อวานตนกำลังจะเข้าบ้าน...