สำหรับเพื่อน ๆ ที่ติดตามข่าวกรณีที่คุณหมอสุภัทร โดนไล่ออกจากราชการ เพราะเรื่องการจัดซื้อ ATK มาใช้ในโครงการ “แพทย์ชนบทบุกกรุง” ช่วงตรวจโควิด ในช่วงที่โควิดระบาด
ล่าสุดช่อง The Reporters โดยคุณแยม ฐาปณีย์ ได้เชิญ นายแพทย์ ดร.มานะ นิมิตรมงคล (มาในฐานะกรรมการวินิจฉัยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง) , นายแพทย์สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ, และนายแพทย์นิธิวัชร์ แสงเรือง
ที่เป็นทีมแพทย์ชนบท ร่วมกับหมอสุภัทร ในปฏิบัติการบุกกรุง มาเล่าเรื่องราวว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง? แล้วมันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง? ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะนั่งฟังไป คุณหมอทั้งสามคนก็ยังไม่คิดเลยว่ามันจะมาถึงจุดนี้ได้ยังไง?
– เรื่อง พรบ. จัดซื้อจัดจ้าง
เรื่องแรก ดร.มานะ เปิดประเด็นมาเลย ว่าตอนโควิดเนี่ยแกรับหน้าที่เป็น คณะกรรมการวินิจฉัยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลาง ตาม พรบ. จัดซื้อจัดจ้างให้ข้อมูลว่า
“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินจากรัฐบาล เพราะฉะนั้น กรมบัญชีกลาง ก็จะออกมาตรการ ออกหนังสือเวียน เพื่อยกเว้นกฎระเบียบ ยกเว้นการปฏิบัติตาม พรบ. จัดซื้อจัดจ้างหลาย ๆ ประการ”
“ส่วนที่ยกเว้นไปเนี่ย โดยสรุปคือ เพื่อที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน หากล่าช้าจะเสียหายต่อสาธารณะ และระบบเศรษฐกิจโดยรวม จึงให้ถือว่าทุกการจัดซื้อแต่ละครั้ง ทุกวงเงิน เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน วงเงินเท่าไหร่ก็ได้ ให้ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง”
“การกำหนดวงเงินจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจง จะซื้อกี่หมื่น กี่แสน กี่ล้าน จะใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเลยก็ได้ (ถ้าเป็นตามนี้) วงเงินไม่ต้องทำข้อตกลงเป็นหนังสือ กล่าวคือ เมื่อเจรจากันแล้วไม่ต้องทำสัญญากันเป็นทางการ แบบนี้ก็ยอมรับได้ รวมไปถึงเรื่องการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ที่มีประเด็นตอนนี้เนี่ย ก็จะโดนยกเว้นไปด้วย ซึ่งเป็นไปตามมาตรการฉุกเฉิน”

– ไทม์ไลน์การบุกกรุง สาเหตุว่าทำไมต้องมา?
ต่อมานายแพทย์สุวัฒน์ เล่าไทม์ไลน์ ถึงสาเหตุว่าทำไมถึงต้องบุกเข้ากรุง?
คือตอนแรกที่มันระบาดเนี่ย มันระบาดในเมืองหลวง ส่วนต่างจังหวัดจะยังไม่ค่อยมีผู้ติดเชื้อ มีเคสน้อย
พอเห็นข่าวที่ออกทีวี แพทย์ที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลต่างจังหวัดจึงเริ่มติดต่อสอบถามไปยังเครือข่ายแพทย์ในเมืองกรุง ว่าเกิดอะไรขึ้น? ไหวมั้ย? Chaos แค่ไหน? ผลที่ทราบก็คือ หนังหน่วงมาก
ทางเครือข่ายแพทย์ชนบท (เริ่มจากภาคใต้ก่อน) ก็เลยมีการติดต่อพูดคุยกัน ว่าจะทำยังไงกันดี? จะไปช่วยยังไง?
จึงนำไปสู่การวางแผน ทั้งวิธีการหลังบ้าน เช่น จะเก็บข้อมูลยังไง? เพราะการตรวจ มันต้องมีการยืนยันเข้าระบบ ว่าตรวจคนนี้ไปแล้วจริง ๆ รวมไปถึงวิธีการเข้าไปตรวจหน้างาน ว่าจะตั้งจุดยังไง? หรือเป็นการตรวจเชิงรุก เข้าไปตั้งเต้นท์ตามชุมชนหรือไม่? ใช้แพทย์กี่คน ฯลฯ
รวมไปถึงเรื่องการตรวจ ว่าจะใช้อะไรตรวจ? มีการพิจารณาเรื่องการใช้ RT-PCR ว่ามันต้องเข้าแล็บและใช้เวลานาน จึงมีการพิจารณาเรื่องการใช้ ATK
เรียกว่าเตรียมการกันเป็นอย่างดี มีการเชิญผู้บริหารจาก สปสช. มาร่วมประชุมผ่าน Zoom ด้วย
พอประชุมวางแผนกันเสร็จ ก็ตัดสินใจเข้ากรุงกัน ปฏิบัติการมีทั้งหมด 3 ครั้ง และประสบผลสำเร็จไปได้ด้วยดี
– เรื่อง ATK
เรื่อง ATK นายแพทย์สุวัฒน์ให้ข้อมูลไว้ว่า ต้องใช้แบบที่แม่นยำ และไว จึงต้องกำหนดว่าเป็นเกรดการแพทย์ มีการทดสอบในห้องทดลอง และมีการเอาไปใช้งานในพื้นที่จริงมาแล้วหลักแสน หลักล้านชุด และให้ผลที่แม่นยำ คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ซึ่งตอนนั้นมีอยู่ 2 เจ้า คือ Standard Q และ Abbott
ส่วนยี่ห้อที่บอกว่าราคา 70 บาท เนี่ยมันเป็นแบบ Home Use ซึ่งเสี่ยงที่จะให้ผลบวกลวง หรือ ผลลบลวงสูง หมายถึงว่า บางทีตรวจแล้วเป็นบวก แต่คนคนนั้นอาจไม่ติดจริง ๆ พอให้เขาไปอยู่รวมกับคนที่ติด จากที่ไม่ติด ก็จะติดไปด้วย
ซึ่งมันเสี่ยงทำให้การควบคุมเป็นไปได้ยาก จึงจำเป็นต้องซื้อของเกรดการแพทย์มาใช้
– เรื่องการสั่ง ATK สั่งเป็นล็อต เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? พอหมด ก็สั่งใหม่
ส่วนเรื่องการสั่ง ATK แพทย์สุวัฒน์บอกว่า ตอนแรกไม่มีใครรู้ว่าจะต้องใช้ตรวจเท่าไหร่ จึงได้มีการพูดคุยกันว่าจะสั่งเท่าไหร่ดี? ก็คุยกันว่าเริ่มจากจัดซื้อจัดจ้างซักที่นึงก่อนละกัน เอาตามที่ ผอ. โรงพยาบาลมีอำนาจ คือไม่เกิน 2 ล้านบาท
หมอสุภัทรในฐานะประธานชมรม ก็เลยอาสาว่าเอาของโรงพยาบาลผมก่อนก็แล้วกัน ตกลงกันเสร็จ หมอสุภัทรก็ไปหาต่อรองซื้อกับบริษัท ใช้เวลาราว ๆ 2 วัน เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน สรุปได้มาในราคา 230 บาท
ขณะที่ราคาตามท้องตลาด (ณ ตอนนั้น) ยี่ห้อเดียวกันที่ซื้อเนี่ย ราคา 300-350 ขึ้นไปทั้งนั้น บางพื้นที่ที่ขาดแคลนจริง ๆ 400-500 ยังซื้อไม่ได้เลย
จึงได้มีการจัดซื้อมาก่อน 8,000 ชุด แต่พอลงไปหน้างาน ก็พบว่ามันไม่พอ จึงได้มีการสั่งซื้อเพิ่มอีกตามมาภายหลัง โดยแบ่งกันไปในหลาย ๆ โรงพยาบาล
ทางแพทย์สุวัฒน์ยังบอกเลยว่าต้องขอบคุณบริษัทที่เขายอมขาย นอกจากราคาจะถูกกว่าท้องตลาดแล้ว ยังยอมรับในเครดิตเทอมด้วย
เพราะการจัดซื้อโดยหน่วยงานรัฐเนี่ย ไม่ได้หมายความว่าจะเอาเงินไปจ่ายแล้วได้ของมา แต่มันต้องไปทำสัญญาแปะไว้ก่อน คือเอาของมาก่อน เงินเอาไปจ่ายทีหลัง เพราะต้องทำเรื่องเบิกจ่าย
– เรื่องหนังสือเชิญ ทราบว่าการไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่สำหรับข้าราชการ ต้องมีหนังสือเชิญ ถ้าไม่เช่นนั้นจะผิดระเบียบ ทาง สปสช. ก็เลยออกเอกสารเชิญมา โดยให้เหตุผลว่าด้วยความจำเป็น
พอเห็นว่าครั้งแรกมันได้ผล ครั้งที่สอง และครั้งที่สาม ทางกระทรวงสาธารณสุขเป็นคนออกหนังสือเชิญเอง เอาการเชิญครั้งแรกมาใส่เป็นสาเหตุเลยเสียด้วยซ้ำ
– ตอนนั้นนายกฯ (ลุงตู่) รมว. (อนุทิน) ยังเอ่ยปากชมทีมแพทย์ชนบท ท่าน รมว. เองยังลงพื้นที่ให้กำลังใจถึงจุดตรวจด้วย!!
จริง ๆ มีอีกหลายประเด็นนะที่มีการพูดคุยกัน สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่อยากฟังเรื่องราวแบบเต็ม ๆ ก็ตามไปดูในยูทูบของ The Reporters TV ได้เลยนะ
รับชมคลิปไลฟ์ได้ที่นี่นะครับ
#เหมียวหง่าว