นักวิจัยจับภาพ ‘ลูกแมวทราย’ แบบชัดๆ ในธรรมชาติได้เป็นครั้งแรก หลังพวกมันใกล้สูญพันธุ์เต็มที

แมวเป็นหนึ่งในสัตว์ที่มีสายพันธุ์เยอะมากที่สุดในโลก แต่ไม่ว่าแมวสายพันธุ์ไหนๆ ก็มีความน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนกันทั้งสิ้น

หนึ่งในสายพันธุ์แมวหายาก ที่หลายๆ คนคงจะไม่รู้จักกันมากนัก นั่นก็คือ “แมวทราย” (Sand Cat) ซึ่งแมวสายพันธุ์นี้เป็นแมวที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย หน้าตาน่ารักเหมือนกับแมวบ้านทั่วไปเลย แถมยังตัวเล็กดูคล่องแคล่วปราดเปรียว

โดยลักษณะทั่วไปของมันจะมีลำตัวสีน้ำตาลอ่อนเกือบเทา มีขนปุยเต็มใบหน้า หูใหญ่และแหลม มีขนที่อุ้งเท้าเพื่อป้องกันความร้อนจากพื้นดิน โดยเมื่อโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักเพียง 2.1-3.4 กิโลกรัมเท่านั้น

 

 

ด้วยความน่ารักของแมวทรายทำให้มีการล่าแมวสายพันธุ์นี้เพื่อนำไปจัดแสดงในสวนสัตว์หรือนำไปขาย ซึ่งแมวทรายส่วนใหญ่ที่ถูกจับมามักจะตายด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมที่มนุษย์จัดให้ได้ทำให้พวกมันกลายเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์

ล่าสุดทีมนักวิจัยทางด้านชีววิทยาที่นำทีมโดย Dr. Alexander Sliwa และ Gregory Breton ได้เฝ้าติดตามและบันทึกเกี่ยวกับวิถีชีวิตของแมวทรายมาเป็นเวลา 4 ปีที่ทะเลทรายซาฮารา

จนกระทั่งทีมนักวิจัยสามารถเก็บภาพแมวทรายที่ใช้ชีวิตตามธรรมชาติได้เป็นครั้งแรก ในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 26 เมษายน ซึ่งแก๊งลูกแมวทรายที่ถูกพบเหล่านี้มีอายุประมาณ 6-8 สัปดาห์เท่านั้น

 

 

แก๊งแมวทรายกำลังซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า จ้องที่จะตะครุบเหยื่อคือหนู Jerboa มาเป็นอาหาร

 

แมวทรายเป็นแมวที่ออกหากินในช่วงกลางคืน จึงทำให้ทีมนักวิจัยมีความยากลำบากนิดหน่อยในการถ่ายรูปพวกมัน เพราะว่ามันเป็นสัตว์ที่มีความว่องไวเป็นอย่างมาก แถมยังหลบซ่อนตัวเก่งอีกด้วย

พวกมันเป็นนักฆ่าที่เยี่ยมยอดมาก มันเก่งในเรื่องการขุดหลุมและจู่โจมเหยื่อมแบบรวดเร็ว แถมยังไม่ทิ้งร่องรอยไว้ ถึงแม้ว่าทางทีมนักวิจัยจะวางเหยื่อล่อเอาไว้มันก็เข้ามาตะครุบอย่างรวดเร็ว ทำให้ถ่ายภาพได้ยาก

พอล่าเหยื่อได้แล้วก็กลับเข้าซ่อนตัวอยู่ที่เดิม ซึ่งมันมักจะซ่อนตัวตามหญ้าแห้งๆ กลมกลืนกับสีของมัน

 

คลิปวิดีโอที่ทีมนักวิจัยสามารถเก็บภาพมาได้

 

ปัจจุบันแมวทรายเป็นสัตว์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองใกล้สูญพันธุ์ ถึงแม้ว่ามันจะมีความน่ารักมากแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ควรปล่อยให้มันอยู่ตามธรรมชาติ ไม่อย่างนั้นอาจเป็นการทำร้ายพวกมันแทน

ที่มา dailymail

Comments

Leave a Reply