เว็บนอกเผย 25 สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งควรไปให้ได้สักครั้ง ก่อนมันจะสูญหายไปตามเวลา…

บนโลกเรามีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอยู่มากมายเต็มไปหมด ทั้งจากยุคเก่าที่เกิดจากธรรมชาติ หรือจะเป็นยุคใหม่ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเหล่านี้ก็ค่อยๆ เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา

แถมใครจะรู้ว่าอีก 50 หรือ 100 ปีข้างหน้าสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหลายๆ แห่งอาจจะพังทลายไปก็ได้ ทั้งจากการทำลายของมนุษย์ รวมถึงภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก

ฉะนั้นวันนี้เราจะมาดู 25 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เว็บไซต์ BusinessInsider แนะนำควรแวะไปเยี่ยมเยือนก่อนจะไม่มีโอกาสได้ไปกัน

 

1. Big Sur ใน California

เดิมที่บริเวณนี้จะเป็นจุดที่ใช้ดูฝูงวาฬตามชายฝั่ง แต่ความเปลี่ยนแปลงของโลก ก็ทำให้วาฬเริ่มจะหายไปเรื่อยๆ ทุกปี

 

2. Glacier National Park ใน Montana

ภูเขาธรรมชาติที่เคยมีธารน้ำแข็งปกคลุมอยู่เต็มไปหมด แต่เพียงแค่ 15 ปี ธารน้ำแข็งมากกว่า 150 จุดได้ละลายเหลือเพียง 25 จุดเท่านั้น ถ้าสภาพอากาศยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปคาดว่าอาจจะไม่เหลือธารน้ำแข็งอีกต่อไปก็ได้

 

3. Machu Picchu ในประเทศ Peru

ซากอารยธรรมชนเผ่าอินคาที่มีนักท่องเที่ยวมากมายมาเยี่ยมเยือนทุกปี ทว่าในแต่ละวันสถานที่แห่งนี้จะเปิดให้ผู้คนเข้าเยี่ยมชมเพียงแค่วันละ 2,500 คนเท่านั้น

นอกจากนั้นคนมากมายยังเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้มีโอกาสที่พังลงมาได้ในอนาคต เนื่องจากสถานที่ตั้งอันเสี่ยงกับการถูกกัดเซาะด้วยลมฝนและภัยพิบัติแผ่นดินไหวนั่นเอง

 

4. ป่า Madagascar

มีการคาดการณ์ว่าป่าแห่งนี้จะอยู่ไปได้อีกประมาน 35 ปี เท่านั้นเนื่องจากปัญหาไฟป่าและความแห้งแล้งที่หนักขึ้นทุกๆ วัน

 

5. Mosques of Timbuktu ประเทศ Mali

เป็นที่รู้กันดีว่าสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างด้วยดินเหนียวและสร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ถึง 16 แต่สถานที่แห่งนี้กลับไม่มีอะไรป้องกันฝนหรือสภาพอากาศที่แย่ลงทุกวันๆ เลย

 

6. ภูเขา Kilimanjaro ในประเทศ Tanzania

สังเกตจากธารน้ำแข็งบนภูเขาที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งในปี 1912 และ ปี 2007 ธารน้ำแข็งบนภูเขา Kilimanjaro ลดลงไปมากถึง 85%

 

7. ธารนำแข็ง Patagonia ในประเทศ Argentina

หนึ่งในธารน้ำแข็งที่ดึงดูดสายตาของนักท่องเที่ยวได้มากมายแต่ล่ะปี แต่ด้วยอากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงฝนที่ตกน้อยลงก็ส่งผลให้น้ำแข็งละลายตัวอย่างรวดเร็ว

 

8. เทือกเขา Alps ในยุโรป

เรียกว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับนักปีนเขาเลยก็ว่าได้ ด้วยโลกที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ธารน้ำแข็งและปริมาณหิมะลดลงอย่างรวดเร็ว นักวิชาการคาดว่าในปี 2050 เทือกเขาแห่งนี้อาจจะไม่เหลือน้ำแข็งอยู่เลยก็ได้

 

9. ป่า Amazon ในประเทศ Brazil

ป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธถ์ทั้งที่ถูกค้นพบและยังไม่ถูกค้นพบ แต่ด้วยเกษตรกรรมที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทำลายระบบนิเวศของที่นี้ไปจนหมดในอีกไม่นาน

 

10. The Congo Basin ใน Africa

ป่าฝนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่าง The Congo Basin เป็นที่อยู่อาศัยของนกมากกว่า 1,000 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกกว่า 400 สายพันธุ์ และพืชอีกกว่า 10,000 สายพันธุ์ แต่นักวิชาการก็คาดการณ์ว่าสิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์ในป่าแห่งนี้อาจจะล้มหายตายจากไปจนหมดในปี 2040 ก็เป็นได้

 

11. ทะเลสาบ Dead Sea

เป็นที่รู้กันดีว่า Dead Sea คือทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลกแถมยังมีการทำนาเกลือจากทะเลแห่งนี้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ว่าด้วยภัยแล้งที่หนักขึ้นทุกวันๆ ทำให้น้ำในทะเลสาบแห่งนี้เริ่มจะลดลงไปเรื่อยๆ คาดว่าอีกไม่นานอาจจะไม่เหลือน้ำเลยก็เป็นได้

 

12. The Florida Everglades

ป่าแห่งนี้ถือเป็นป่าที่ถูกคุกคามจากสังคมเมืองมากที่สุดในอเมริกาเลยก็ว่าได้ และด้วยจำนวนน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจนอาจจะเอ่อล้นท่วมบริเวณแนวป่า จนเป็นปัญหาสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมา แต่สิ่งมีชีวิตดั้งเดิมก็จะต้องจากไปแทน

 

13. The Galapagos Islands

ด้วยนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ต่ำจนส่งผลให้สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ท้องถิ่นเริ่มจะศูนย์หายไปเรื่อยๆ ในเวลาอีกไม่นานที่แห่งนี้อาจจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

14. The Great Barrier Reef ในประเทศ Australia

จากแนวปาการังที่ใหญ่ที่สุด ตอนนี้ที่แห่งนี้กำลังจะกลายเป็นแนวปาการังที่เล็กลงเรื่อยๆ เพราะในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา แนวปารัง Reef ได้พังทลายหายไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนการคาดการณ์ว่าจะหายไปอย่างสมบูรณ์จะอยู่ในช่วงปี 2030

 

15. กำแพงเมืองจีน

หนึ่งในสุดยอดสิ่งก่อสร้างด้วยฝีมือมนุษย์ที่นับวันหลายๆ จุดของตัวกำแพงก็เริ่มจะเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกำแพงแห่งนี้ก็มีมากขึ้นทุกวันๆ

 

16. Maldives

ยิ่งนานวันระดับน้ำในทะเลก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่องจากการที่น้ำแข็งในขั้วโลกเริ่มละลายมากขึ้นๆ ทางนักวิชาการจึงคาดว่าเกาะแห่งนี้อาจจะจมอยู่ใต้ทะเลในอีก 100 ปีข้างหน้าก็เป็นได้

 

17. The Outer Banks ใน North Carolina

ประภาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1870 แต่ด้วยปัญหาภัยภิบัติตามธรรมชาติมากมายที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลให้ที่แห่งนี้ทนรับไปได้อีกไม่นาน

 

18. The Pyramids ประเทศ Egypt

 

19. The Seychelles

หนึ่งในสถานที่ฮันนีมูนสุดฮิต แต่ปัญหาการกัดเซาะหน้าหาดทำให้หาดแห่งนี้อาจจะมีอายุอยู่ได้อีกไม่ถึง 50 หรือ 100 ปี

 

20. The Sundarbans ในประเทศอินเดียและบังกลาเทศ

ป่าชายเลนที่มีพื้นที่มากกว่า 6437 กิโลเมตรที่คลอบคลุมถึงสองประเทศด้วยกันแห่งนี้ กำลังประสบปัญหาหน้าดินถูกน้ำกัดเซาะ รวมถึงปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นสูงอาจจะทำให้สิ่งมีชีวิตบนบกหลากหลายชนิดได้รับความเดือดร้อน

 

21. The Taj Mahal ประเทศ India

หนึ่งในสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดอย่างในโลก ด้วยการที่มลพิษที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับสภาพแวดล้อมที่ตรงข้ามกับภายนอกและปริมาณนักท่องเที่ยวมหาศาล การดูแลที่ไม่ดีเพียงพอ อาจจะทำให้ความสวยงามมันหมดไปสักวันหนึ่ง

 

23. ประเทศ Tuvalu

ประเทศหมู่เกาะที่มีประชากรน้อยที่สุดในโลกแห่งนี้นับวันจะได้รับผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าในอนาคตระดับน้ำยังเพิ่มไม่หยุด ตัวเกาะอาจจะจมหายไปก็เป็นได้

 

24. Venice ประเทศอิตาลี

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตอันดับต้นๆ ของโลกที่เกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จากระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้ตัวเมืองต้องจมอยู่ในบาดาลในอนาคต

 

25. Zahara de la Sierra ประเทศ Spain

ปัญหาภัยแล้งที่หนักขึ้นทุกๆ ปี และฝนที่ตกน้อยลงทุกขณะทำให้พืชในบริเวณ Zahara de la Sierra เริ่มจะกลายเป็นภูเขาโล้นรวมถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในบริเวณล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ

 

แต่ละที่สวยๆ ทั้งนั้น ถ้ามันพังทลาย เปลี่ยนแปลง หรือหายไปจริงๆ คงจะเศร้าน่าดูเลยนะ

ที่มา businessinsider

Comments

Leave a Reply