สาวชาวอังกฤษมีอาการเมาค้างอย่างรุนแรงทุกวัน ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

อาการแฮงก์หรืออาการเมาค้าง คือสิ่งที่เหล่านักดื่มทั้งหลายจะได้สัมผัสอยู่เสมอ ทุกครั้งที่คืนไหนมีปาร์ตี้หนักๆ ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปเป็นปริมาณมากๆ เช้ามาก็จะรู้สึกปวดหัว อยากอ้วก วิงเวียนศีรษะ กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้เรารู้สึกอยากนอนไปตลอดทั้งวัน

หญิงสาวคนนี้เองก็มีอาการในลักษณะเดียวกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอนั้นกลับไม่ได้มีสาเหตุมาจากการดื่มเครื่องดื่มมึนเมา เพราะเธอไม่ใช่คนที่ดื่มเหล้าเบียร์เลย แต่เป็นอาการที่เกิดจากความร้ายแรงที่มากยิ่งกว่านั้น

เธอมีชื่อว่า Sarah Moughtin วัย 34 ปี หญิงสาวชาวอังกฤษที่ต้องตื่นมาเจอกับอาการแฮงก์ในทุกๆ วัน โดยที่ไม่ได้แตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย เพราะมันคือผลจากปัญหาสุขภาพอันหนักหน่วงที่เธอต้องเจอ

 

Sarah หญิงสาวที่มีอาการแฮงก์ทุกวัน แม้ว่าเธอจะไม่ใช่นักดื่ม

 

ชีวิตของเธอที่เรียบง่ายมาโดยตลอด กลับต้องเจอกับความพลิกผันของชีวิตที่เลวร้ายอย่างมาก เมื่อวันหนึ่งขณะที่เธอกำลังนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินตรงกลับบ้านในเดือนตุลาคม 2014 จู่ๆ ก็มีก้อนเนื้องอกขึ้นมาบริเวณพื้นที่ด้านหน้าของหูเธอ

ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ เธอต้องเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ทั่วไปโดยทันที เพราะมีอาการปวดหัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งตอนนั้นหมอบอกกับเธอว่าเป็นแค่อาการของความเครียดที่เกิดจากการทำงาน แต่เธอก็ยังรู้สึกกังวลกับมันและจองคิวพบแพทย์อีกแห่งหนึ่ง

แพทย์เกิดความงุนงงในสิ่งที่เธอเป็น จึงตัดสินใจที่จะตรวจฮอร์โมนและทำซีทีแสกน เพื่อวินิจฉัยโรคของเธอ ระหว่างการรอผลตรวจ สุขภาพร่างกายกลับยิ่งทรุดโทรมมากกว่าเดิม ใบหน้าเริ่มบวม เธออ้วกออกมาแทบตลอดเวลา และการมองเห็นของเธอก็เลือนลางไปซะหมด เธอจึงต้องถูกพาส่งโรงพยาบาลในเมือง Truro

 

 

เธอพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอยู่นานถึง 3 สัปดาห์ แพทย์ก็สันนิษฐานว่าเธอกำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งยังพอสามารถรักษาให้หายได้อยู่

Sarah บอกว่า “ตอนนั้นฉันไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นข่าวดีเลย ฉันรู้สึกกลัวอย่างมากจริงๆ ฉันบอกพ่อแม่ของฉันด้วยความรู้สึกเจ็บปวด”

จากนั้น Sarah ก็ถูกย้ายไปที่โรงพยาบาลในกรุงลอนดอน เพื่อทำการทดสอบร่างกายเพิ่มเติม เหล่าแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งนั้นคิดว่าเธอมีอาการของต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถควบคุมความสมดุลของฮอร์โมนเอาไว้ได้ แต่ตอนนั้นทุกคนยังคงไม่แน่ใจกับคำสันนิษฐานนี้ จึงทำการตรวจชิ้นเนื้อของก้อนเนื้อบนใบหน้าเธอเพิ่มเติม

หลังจากนั้นพวกเขาจึงบอกกับหญิงสาวว่าเธอมีอาการที่เรียกว่า Lymphocytic Hypophysitis ซึ่งเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับต่อมใต้สมองและเม็ดเลือดขาว ทำให้ผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง อีกทั้งเธอยังป่วยเป็นโรคเบาจืด จนทำให้เธอฉี่ออกมาในปริมาณมากและรู้สึกกระหายน้ำอยู่บ่อยๆ

 

 

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน อาการของเธอก็กลับทรุดตัวลงจนอาจถึงแก่ชีวิต เธอเริ่มมีอาการคลื่นไส้และเกิดอาการช็อก เธอจึงจำเป็นต้องถูกฉีดยาแบบฉุกเฉิน และสิ่งนี้ก็สามารถเกิดขึ้นเวลาไหนก็ได้ เธอจึงเปรียบเสมือนกับระเบิดเวลา ที่พร้อมจะจากโลกนี้ไปทุกเมื่อ

แม้สภาพร่างกายของเธอจะย่ำแย่มากแค่ไหน แต่ Sarah เลือกที่จะมองโลกในแง่บวก เธอบอกว่า “บางครั้งชีวิตก็อาจพาเราไปในหนทางที่แตกต่างจากเดิม ท้าทายเราบ้างและทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นมาทุกครั้ง”

“ฉันตื่นขึ้นมามีอาการเหมือนคนแฮงก์ แต่แน่นอนว่าฉันไม่ได้ดื่มสังสรรค์ใดๆ เลย ฉันป่วยจริงๆ หัวฉันเหมือนได้รับการกระทบกระเทือน ฉันแอบรู้สึกว่าชีวิตฉันไร้ซึ่งแสงสว่าง มีอาการขาดน้ำอยู่ตลอด แต่ฉันก็พยายามที่จะเรียนรู้อยู่กับมันไป”

 

John คุณพ่อที่เป็นอีกหนึ่งกำลังใจหลัก

 

เธอยังบอกอีกว่า “ฉันโชคดีที่ไม่ต้องผ่านช่วงเวลานี้ไปเพียงลำพัง ฉันมีแรงสนับสนุนที่ดีจากทุกคนในครอบครัว เพื่อน และเหล่าผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ฉันรู้สึกขอบคุณทุกครั้งที่ได้รับการรักษาจากระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ฉันได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิต่อมใต้สมอง กองทุนเล็กๆ ที่ช่วยเหลือและสนับสนุนฉันได้อย่างมากมายมหาศาล”

ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในเมือง Kent ใกล้ๆ กับบ้านของพี่สาวเธอ และตอนนี้เธอยังสามารถออกไปทำงานได้อีกด้วย

 

ชีวิตที่ยังคงดำเนินต่อไป และ Kate พี่สาวของเธอก็ยังคอยช่วยดูแลอยู่ไม่ห่าง

 

เธอยังคงต่อสู้กับชีวิตต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ และหวังว่าซักวันหนึ่งความพยายามของเธอและคนรอบข้างจะช่วยให้หญิงสาวคนนี้กลับมามีชีวิตที่มีความสุขได้อีกครั้ง

 

ที่มา: ladbible , dailymail

Comments

Leave a Reply