ภาพโฆษณาชวนเชื่อจากเกาหลีเหนือ บอกเล่าความโหดร้ายของทหารอเมริกันในช่วง ‘สงครามเกาหลี’

ช่วงนี้ถ้าพูดถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้น คงไม่มีประเทศไหนที่จะดุเดือดเท่าอเมริกาและเกาหลีเหนืออีกแล้ว เรียกว่าออกมาจิกกัดโจมตีกันอย่างต่อเนื่องเลยก็ว่าได้ จนหลายคนคิดว่าจะเกิดการสู้กันเป็นสงครามครั้งใหม่ได้ทุกเมื่อ…

จนกระทั่งล่าสุดได้มีการปล่อยภาพโฆษณาชวนเชื่อจากเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นภาพวาดที่คาดว่ามาจากช่วงปี 2005 โดยเป็นภาพที่เล่าย้อนไปถึงสมัยหลายสิบปีก่อน ว่าด้วยเรื่องราวของทหารอเมริกาที่ทรมานชาวเกาหลีเหนืออย่างโหดเหี้ยมในช่วงสงครามเกาหลี

 

 

นอกจากนี้ยังมีการคาดว่า ภาพส่วนใหญ่ได้จัดโชว์ในพิพิธภัณฑ์ Sinchon Museum of American War Atrocities ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองเปียงยาง 110 กิโลเมตร

นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ระลึกถึงการเสียชีวิตของผู้คนกว่า 35,000 คนในการสังหารหมู่เหตุการณ์ Sinchon ปี1950 ซึ่งเป็นการฆาตกรรมพลเรือนที่โหดเหี้ยมโดยทหารชาวอเมริกัน

และยังมีรายงานว่าผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน เคยพาลูกสาวไปเยี่ยมชมเมื่อช่วงปี 2014 พร้อมกับพูดถึงภาพเหตุการณ์เหล่านี้ว่า ทหารชาวอเมริกานั้นมีความสุขจากการฆ่าอย่างโหดเหี้ยม…

 

 

ภาพนี้เป็นภาพที่ดูโหดจริงๆ นะ

 

ภาพการทรมาน และทหารอเมริกันที่ยิ้มอย่างมีความสุข

 

ก็ไม่รู้ว่าภาพนี้มันเกินจริงหรือเปล่า แต่ที่รู้แน่นอนคือเป็นภาพที่ทำออกมาได้โหดสุดๆ

 

ภาพของทหารที่พรากเด็กไปจากแม่ และยังทำร้ายผู้หญิงคนอื่นๆ

 

ส่วนใหญ่ในภาพหลายภาพ ก็จะเป็นการทำร้ายเด็กและผู้หญิงเป็นหลัก

.

 

ภาพของชายที่ถูกเผาทั้งเป็นพร้อมสายตาอันมุ่งมั่น กับยิงสาวที่ถูกมัดแน่นและมีปืนจี้ข้างลำตัวเพื่อให้เธอทำตามคำสั่ง

 

ปิดท้ายด้วยสุนัขสงครามอันเลื่องชื่อ

 

เหตุการณ์ The Sinchon Massacre ในปี 1950

เหตุการณ์สุดเหี้ยมโหดนี้เป็นเหตุการณ์ที่ทางเกาหลีเหนือได้บอกว่า เป็นเหตุการณ์ฆ่าตกรรมหมู่ที่โหดมากๆ ในประวัติศาสตร์ของพวกเขา โดยได้มีการเสียชีวิตกว่า 35,000 คน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 17 ตุลาคมจนถึง 7 ธันวาคม 1950

เกาหลีเหนือยังเคลมอีกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการร่วมมือกันของทางเกาหลีใต้และกองทัพอเมริกา แต่ว่าในท้ายที่สุดเมื่อปี 1989 ก็ได้มีการออกมาโต้แย้งของอเมริกาว่า เหตุการณ์นี้ไม่เป็นความจริงและเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื้อ

พร้อมบอกว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ทำไมทั้งโลกถึงไม่มีใครออกมาพูดอะไรเลย หรือความจริงของเรื่องทั้งหมดมันถูกบิดเบือนกันแน่…

ที่มา dailymail

Comments

Leave a Reply