ผู้อยู่เบื้องหลัง “Xbox” ทดลองทำขนมปังตามแบบอียิปต์โบราณ ด้วยยีสต์อายุกว่า 1,500 ปี

คุณ Seamus Blackley สำหรับในวงการเกมแล้วนับว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากๆ คนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเขาคือนักออกแบบเกม และหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเครื่องเกมที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกอย่าง “Xbox”

 

 

แต่ทราบกันหรือไม่ว่าชายผู้คลุกคลีอยู่กับวงการเกมมาอย่างยาวนานคนนี้ จริงๆ แล้วเป็นคนที่ให้ความสนใจกับเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่งด้วย เพราะอย่างเมื่อล่าสุดนี้เอง เจ้าตัวยังได้ออกมาทวีตการทำขนมปังตามรูปแบบของคนอียิปต์เมื่อราวๆ 4,000 ปีก่อน

จริงอยู่ที่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพยายามทำอาหารบางอย่างตามกรรมวิธีโบราณ แต่ขนมปังของคุณ Seamus Blackley ก็นับว่าเป็นที่สนใจมาก เพราะขนมปังของเขานั้นถูกทำขึ้นด้วย “ยีสต์” ชนิดพิเศษ

 

ยีสต์ชนิดพิเศษที่คุณ Seamus เลือกใช้

 

คงต้องอธิบายกันเล็กน้อยว่า ที่ผ่านๆ มานักโบราณคดีหลายท่านได้ทำการถกเถียงกันเรื่องการใช้ยีสต์ในการทำขนมปังของชาวอียิปต์โบราณมาเป็นเวลายาวนาน

นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งบอกว่าคนอียิปต์ในสมัยก่อนน่าจะทำขนมปังออกมาแข็งคล้ายคุกกี้เนื่องจากยังไม่เข้าใจกลไกการทำงานของยีสต์ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งบอกว่าคนในสมัยก่อนน่าจะมีการใช้ยีสต์มาอย่างยาวนานแล้ว และขนมปังของอียิปต์เองก็น่าจะนุ่มฟูกว่าที่เราคิด

 

ขนมปังที่แข็งคล้ายคุกกี้ ตามแนวคิดของนักโบราณคดีบางกลุ่ม

 

นั่นหมายความว่าขนมปังที่คุณ Seamus ทำขึ้นในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่าขนมปังอียิปต์โบราณน่าจะนุ่ม และอ้างอิงจากตัวของ Seamus เอง เขาอ้างว่าตนนั้นลงทุนใช้วัตถุดิบให้เหมือนในสมัยก่อนมากที่สุด

เขานั้นไม่เพียงแต่เลือกใช้เมล็ดข้าว “Einkorn” ที่เป็นข้าวสายพันธุ์เก่าแก่ในการทำขนมปังเท่านั้น แต่ยังบดข้าวเป็นแป้งด้วยตนเอง และใช้ยีสต์เก่าแก่ที่เขาอ้างว่าได้มาจาก “แหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งมีการหมักบ่มไว้ตั้งแต่เมื่อ 1,500 ปีก่อน

 

.

 

เมื่อคุณ Seamus อบขนมปังของเขาเสร็จ ขนมปังที่ออกมาก็มีสภาพที่นุ่มฟูเป็นอย่างมาก ซึ่งสำนักข่าวบางแห่งให้ความเห็นว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับขนมปังแบบกรีกมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับเจ้าตัวแล้ว เขาก็ภูมิใจกับผลงานที่ออกมาเป็นอย่างมาก

ส่วนเรื่องรสชาติของขนมปังที่ออกมานั้นคุณ Seamus ได้ออกความเห็นไว้ว่า “นุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ แค่ก็มีรสชาติที่ซับซ้อน และมีรสสัมผัสที่เป็นตัวเป็นตน” ซึ่งหากจะใช้พูดง่ายๆ ก็คือมันรสชาติดีสมกับรูปร่างที่เห็นเลยนั่นเอง

 

 

ที่มา thesun, ancient-origins และ historicalcookingproject

Comments

Leave a Reply