หนุ่มเกาหลีแชร์ ประสบการณ์ประทับใจ ยามที่เขาต้องย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตที่ ‘อเมริกา’

ในโลกนี้มีคนที่เลือกที่จะอพยพเพื่อไปใช้ชีวิตยังต่างแดนหรือต่างประเทศอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะย้ายไปเพื่อความก้าวหน้าทางอาชีพการงาน หลีกหนีปัญหาความวุ่นวายหรือจะเป็นเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวก็ตาม

แต่ปัญหาของผู้อพยพอาจจะถูกดูถูกดูแคลนจากประชาชนในประเทศที่พวกเขาอพยพไปอยู่ ยิ่งหากเป็นชาวเอเชียแล้วย้ายไปอยู่ในโลกตะวันตกก็อาจจะถูกเหยียดได้

แต่ไม่ใช่กับชายเกาหลีคนนี้ เขาใช้ทวิตเตอร์ชื่อว่า T.K โพสต์แชร์ประสบการณ์ดีๆ ยามที่เขาได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สหรัฐอเมริกาในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้เราได้ฟัง ไปดูกันครับ

 

นี่คือผู้เล่าเรื่องของเราในวันนี้ครับ

 

“จากผู้อพยพที่พูดอังกฤษไม่ได้ นี่คือเรื่องราวที่ผมยึดมั่น มันเกิดในปี 1997 ผมเพิ่งย้ายมาจากเกาหลีมาที่ LA ที่เกาหลีผมเข้าเรียนคลาสภาษาอังกฤษตามปกติและมันก็เพียงพอที่จะทำให้ผมผ่าน ESL คลาสมาได้และมาเรียนต่อชั้นม.4 ที่นี่”

 

“และในวันที่สองของการเรียนก็คือคาบชีววิทยา ซึ่งมีสอบ Ms. Callagher อาจารย์ก็บอกกับผมว่าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการสอบนี้ เพราะผมเพิ่งย้ายมาเรียน แต่เธอก็ให้ข้อสอบผมมาอยู่ดี”

 

“มันเป็นเรื่อง 20 กว่าปีมาแล้วนะ แต่ทุกอย่างมันยังคงชัดเจนในความทรงจำเกี่ยวกับรายละเอียดของการสอบ ข้อสอบถามถึงการสังเคราะห์แสงและโครงสร้างของใบไม้ ซึ่งผมควรจะเขียนเรื่องกับขับน้ำหรือถ่ายเทอากาศอะไรพวกนี้”

 

“ผมจำได้ว่าผมจ้องกระดาษอยู่ 5 นาทีก่อนที่จะเริ่มรู้สึกโกรธและหัวเสีย ผมหัวเสียเพราะว่าข้อสอบมันง่ายเกินไป ที่เกาหลีเราเรียนเรื่องนี้กันตั้งแต่ ม.1 แล้ว ซึ่งผมรู้คำตอบทั้งหมด แค่ว่าไม่ใช่ในภาษาอังกฤษ”

 

“ข้อสอบนี้ได้แสดงให้ผมเห็นถึงความจริงใหม่ๆ ผมหวังว่าพวกคุณก็เคยเจอแบบนี้เหมือนกัน เจอประสบการณ์ที่อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคนโง่ อยู่ดีๆ ความรู้ที่มีก็กลายเป็นฝุ่น ใช้การไม่ได้ในสภาพแวดล้อมกับภาษาใหม่ๆ”

 

“หลังจาก 5 นาทีนั้น ผมก็ตัดสินใจที่จะเขียนคำตอบลงไปเป็นภาษาเกาหลี มันไม่เกี่ยวกับที่ครู Gallagher บอกว่าข้อสอบนี้ไม่นับคะแนนนะ แต่ผมไม่อยากที่จะส่งกระดาษเปล่า ผมอยากจะที่พิสูจน์ตัวเองว่าผมไม่ได้โง่”

 

“สองวันต่อมา ครู Gallager ก็ประกาศคะแนน ซึ่งเธอก็ประกาศในห้องว่า ‘TK ได้คะแนนสูงสุด เขาทำคะแนนได้เต็ม’ อะไรนะ!? ผมดูข้อสอบของผมและก็เห็นว่าเธอให้คะแนนผมที่เขียนเป็นภาษาเกาหลีและติ๊กถูกให้ทุกข้อเลย”

 

“ผมจึงถามเธอไปว่าเธอให้คะแนนผมได้ไง ซึ่งเธอก็บอกว่าเธอเอาข้อสอบของผมไปให้ครูคณิตที่เป็นคนเกาหลีช่วยตรวจ ซึ่งเธอก็ไม่ได้คล่องภาษาเกาหลีมากแต่เธอก็ใช้ดิกชันนารีแปลเพื่อช่วยให้ครูชีววิทยาของผมตรวจข้อสอบได้”

 

“ผมรู้ตื้นตันใจมากๆ ทุกๆ ครั้งที่ผมคิดถึงเรื่องนี้ยามที่ผมอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็จะตระหนักถึงเรื่องธรรมดาๆ ที่ครู Gallgher ได้ทำให้กับนักเรียนของเธอ ขนาดที่เธอบอกผมว่าข้อสอบนี้ไม่นับคะแนนก็แล้ว แถมเธอก็ไม่จำเป็นต้องให้คะแนนผมก็ได้”

 

“แต่เธอก็ให้คะแนนผมมาจนได้ ผมเชื่อว่าโมเมนต์นั้นได้เปลี่ยนวงจรชีวิตของผู้อพยพเข้ามาในอเมริกาไปเลย ขอบคุณครับคุณครูของผม ที่ทำให้ผมพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่ได้โง่ ผมแค่ต้องเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ เท่านั้น”

 

“ซึ่งผมก็ทำ ผมเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เรียนหนักมาๆ และจบมาได้ที่สองของห้อง ซึ่งตอนกล่าวปราศรัยมันก็ทั้งวกวน ทั้งแย่และสำเนียงก็ไม่ได้ เพื่อนร่วมชั้นของผมก็รู้สึกงุนงงกับที่ผมพูด แต่พวกเขาก็ใจดีพอที่จะไม่โห่ไล่ผมลงจากเวที”

 

“ผมได้มาเรียนในโรงเรียนที่ดีและก็เรียนต่อกับโรงเรียนกฏหมาย ซึ่งตอนนี้ผมกลายเป็นทนายและนักเขียนผู้ต่อสู้ผ่านการเขียน มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนมาบอกกับผมว่าพวกเขาใช้การเขียนของผมเป็นโมเดลต้นแบบเพื่อนักเรียนของพวกเขา นั่นทำให้ผมประหลาดใจมากทุกครั้งที่ได้ยิน

 

“จงจำไว้ว่ามีใกล้ๆ ตัวคุณมีชาวอเมริกาที่มาหาจากที่อื่นหรือมาจากต่างแดน ดังนั้นหากคุณป็นคนที่เกิดและโตในอเมริกา ผมหวังว่าคุณจะใจดีและอดทนกับผู้ที่มาจากต่างแดน ผมหวังว่าคุณจะกลายเป็นครู Gallagher ให้คนคนอื่นได้นะ”

 

หลังจากที่เขาได้แชร์เรื่องราวนี้ลงไป ก็ได้รับการตอบรับชื่นชมเต็มไปหมดจากชาวเน็ต ซึ่งเราจะยกตัวอย่างมาให้ฟังกันครับ

 

“ทวีตนี้สะท้อนให้เห็นภาพฉันเลย ฉันเคยย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นในฐานะนักพัฒนาซอฟท์แวร์ ซึ่งประสบการกว่า 10 ปีของฉันไร้ค่าไปเลยเพราะว่าฉันพูดภาษาญี่ปุ่นได้เหมือนกับเด็ก 5 ขวบ “

 

“ฉันใช้ชีวิตอยู่ในประเทศแคนาดามาทั้งชีวิต แต่พวกเขาก็สอนเกี่ยวกับการสังเคราะห์แสงฉันถึง 2 ครั้ง ตอน ม.1 กับ ม.4”

 

“ผมเป็นคุณครูคลาส ESOL นะ และผมเห็นสิ่งที่พวกคุณมักจะเจอบ่อยๆ ในโรงเรียน ผมรู้สึกแย่ที่นักเรียนหลายๆ คนต้องมานั่งเรียนคณิตพื้นฐานและชีวะใหม่เป็นปีๆ เพราะว่าการใช้ภาษาอังกฤษของพวกเขายังไม่เชี่ยวชาญ”

 

ที่มา Boredpanda

Comments

Leave a Reply