เปิดเผยราคาต้นทุนการผลิต ‘รองเท้าผ้าใบ’ ยี่ห้อดัง ราคาสูงลิ่วนั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง!?

เป็นที่ทราบกันดีว่ารองเท้ากีฬาหรือแฟชั่นแนวกีฬาที่มีการผลิตจำหน่ายในปัจจุบันนั้นมีราคาที่สูงมาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเงิน 1/3 ของเงินเดือนพื้นฐาน 15,000 บาทกันเลยล่ะ (ถ้าคิดจะซื้อซักคู่นะ)

 

cost-of-shoes

 

โดยในปัจจุบันผู้ผลิตรองเท้าแต่ละยี่ห้อก็จะเข็นการออกแบบดีไซน์และเทคโนโลยีการผลิตใส่เข้าไปมากขึ้น ทำให้มูลค่าของรองเท้าแต่ละรุ่นนั้นก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปเช่นเดียวกัน แต่ว่าต้นทุนการผลิตจริงๆ นั้นจะมีมูลค่าอยู่ที่เท่าไหร่กัน?

 

cost-of-shoes13
https://qzprod.files.wordpress.com/2015/09/rtx13zxv-cropped.jpg?quality=80&strip=all&w=1600

 

ทางเว็บไซต์ Soleriview.com จึงได้รวบรวมราคาต้นทุนการผลิตของรองเท้าวิ่งของยี่ห้อที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น Nike, Adidas และ Asics นำมาเปรียบเทียบว่าราคาต้นทุนกับราคาขายนั้นต่างกันที่เท่าไหร่

 

ยี่ห้อ Adidas นั้น ในแต่ละรุ่นจะมีราคาต้นทุนที่แตกต่างกันมาก อย่างรุ่น Yeezy ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 76 USD (2,6xx บาท) แต่ราคาขายพุ่งทะยานถึง 350 USD (12,xxx บาท) กันเลยล่ะ

cost-of-shoes1

 

ส่วนของ Nike เองราคาจะไม่ค่อยหนีห่างกันซักเท่าไหร่ อย่างรุ่น Air Max กับ Air Zoom ต้นทุนอยู่ที่ 33-34 USD (1,1xx บาท) ส่วนรุ่นรองๆ ลงมาราคาต้นทุนจะอยู่ที่ 18 – 25 USD (6xx – 8xx บาท)

cost-of-shoes2

 

ยี่ห้อ Asics จะมีเรทราคาต้นทุนตั้งแต่ตัวท็อป 40 USD (1,4xx บาท) ลดหลั่นลงมาถึง 24 USD (8xx บาท) แต่ราคาขายรุ่นเล็กสุดอยู่ที่ 100 USD (3,5xx บาท)

cost-of-shoes3

 

ทีนี้เราจะสังเกตเห็นถึงความแตกต่างของราคาต้นทุนกับราคาขายอย่างชัดเจน ราคาต้นทุนในการผลิตนั้นถ้านำมาขายในราคานี้จะถือว่าถูกมาก แต่ทว่าในโลกทุนนิยมแบบนี้จะให้ขายราคาเท่าทุนก็คงจะเป็นไปไม่ได้

เพราะนอกเหนือจากการผลิตแล้ว ยังมีกระบวนการอื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้มูลค่าของรองเท้าเพิ่มขึ้นไปอีก โดยที่รองเท้า 1 คู่ที่ผลิตออกมาจากโรงงานนั้นจะต้องผ่านอะไรมาบ้าง เรามาดูอินโฟกราฟฟิคแบบง่ายๆ นี้กัน

 

ค่าใช้จ่ายในการผลิต (ต้นทุน)

cost-of-shoes4

 

เพราะว่าราคาต้นทุนการผลิตนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของมูลค่าจริงของรองเท้า ยังต้องรวมค่าขนส่ง ค่าประกันสินค้า ค่าการนำเข้า (การเสียภาษีให้ทางราชการ) จนกระทั่งสามารถวางจำหน่ายได้อย่างเป็นทางการ และทางผู้ผลิตจะเรียกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ว่า มูลค่าจัดจำหน่ายหรือมูลค่าสรรพากร

 

cost-of-shoes5

 

และในกรณีของตัวแทนจำหน่ายนั้น ทางผู้ผลิตจะขายให้ในราคาครึ่งหนึ่งของมูลค่ารองเท้า อย่างเช่น ราคาเต็ม 100 USD จะขายให้ตัวแทนในราคา 50 USD และจะเรียกว่าเป็นราคาขายสุทธิ และด้วยราคาต้นทุนของรองเท้าที่ 22 USD นำมาหักลบกับ 50 USD ที่ขายให้กับตัวแทนจำหน่ายก็จะได้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 28 USD

 

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

cost-of-shoes6

 

ยังไม่ได้รวมมูลค่าของการลงทุนอื่นๆ อย่างเช่นในด้านการตลาดและภาษี ทางผู้ผลิตจะต้องจ่ายเงินสำหรับการดำเนินกิจการด้วย รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในด้านการตลาด

เมื่อหักลบหมดแล้วก็จะได้สิ่งที่เรียกว่ารายได้ และเมื่อนำรายได้ไปหักลบกับภาษีของรัฐบาลแล้ว ส่วนที่เหลือก็จะกลายมาเป็นรายได้สุทธิ ซึ่งรายได้สุทธินี้ก็คือกำไรที่ผู้ผลิตจะได้จากรองเท้าหนึ่งคู่นั่นเอง

 

และเมื่อนำทุกสิ่งทุกอย่างมารวมกันเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

cost-of-shoes7

 

เราสามารถสรุปได้สั้นๆ ง่ายว่ารองเท้าแต่ละคู่นั้นจะมีต้นทุนในด้านไหนบ้างที่นอกเหนือจากต้นทุนการผลิต อย่างรองเท้าวิ่ง Adidas มูลค่า 100 USD สามารถแยกแยะออกได้ดังต่อไปนี้

ค่าการผลิต 21 USD ค่าขนส่ง 5 USD ค่าการตลาด 8 USD ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 13 USD ค่าภาษีเฉลี่ย และบวกค่ากำไรอีกนิดหน่อย ส่วนที่เหลือก็คืออัตรากำไรขั้นต้นของส่วนตัวแทนจำหน่าย

 

cost-of-shoes8

 

เทียบกับยี่ห้อ Nike มูลค่ารองเท้าวิ่ง 100 USD จะแบ่งเป็น ค่าการผลิต 22 USD ค่าขนส่ง 5 USD ค่าการตลาด 5 USD ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 11 USD ค่าภาษีเฉลี่ย และบวกค่ากำไรเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีส่วนที่แตกต่างอย่างในเรื่องของการตลาดและกำไร

 

แล้วตัวแทนจำหน่ายจะได้กำไรจากรองเท้ามูลค่า 100 USD อย่างไรล่ะ?

cost-of-shoes9

 

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่า ผู้ผลิตจะจำหน่ายให้ตัวแทนในราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง ยกตัวอย่างมูลค่ารองเท้า 100 USD ก็จะขายให้ในราคา 50 USD ส่วนที่เหลือของตัวแทนจำหน่ายจะต้องจัดการเองก็คือ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างการนำเข้า การขนส่งต่างๆ นำมาหักลบเพื่อให้ได้ราคาจำหน่ายที่ได้กำไรอย่างสมเหตุสมผล

 

แล้วในกรณีลดราคาล่ะ?

cost-of-shoes10

 

หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้าในเมื่อราคาเต็มมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยเต็มไปหมด แล้วการที่ตัวแทนจำหน่ายนำรองเท้ามาลดราคาขายอีกล่ะ จะได้กำไรจากไหน ก็เป็นเพราะว่าการลดราคานั้น มีการคำนวนมาแล้วว่ามีค่าใช้จ่ายที่ลดลง ก็สามารถนำมาลดราคาขายได้ กำไรจากการขายในราคาที่ถูกลงก็ไม่ได้หายไปแต่อย่างใด

 

แล้วมูลค่าในการโปรโมทด้วยผู้ที่มีชื่อเสียงอย่าง นักกีฬาดังๆ เซเลปทั้งหลายล่ะ จะเพิ่มมูลค่าของรองเท้าให้สูงขึ้นไปอีกด้วยมั้ย?

cost-of-shoes11

 

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ ไม่ได้ส่งผลทำให้มูลค่าการจำหน่ายสูงขึ้นแต่อย่างใด เพราะถึงแม้ว่าจะมีการจ่ายค่าตัวเพื่อใช้ในการโฆษณาเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีอย่างกรณีของ Nike

เมื่อนำมาคิดมูลค่าการโฆษณาที่เป็น 5 USD ในรองเท้า 100 USD แล้ว ค่าการจ้างผู้มีชื่อเสียงมาช่วยโปรโมทคิดเป็น 30% ของมูลค่าการตลาด 5 USD เท่ากับว่าทุนการโปรโมท 1.5 USD ต่อรองเท้า 100 USD หนึ่งคู่

 

cost-of-shoes12

 

และทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวไปในข้างต้นนั้นก็คือมูลค่าที่แท้จริงของรองเท้าวิ่งยี่ห้อดังหลากหลายรุ่นนั่นเอง เพราะด้วยค่าใช้จ่ายที่ยิบย่อยต่างๆ นานา

ทำให้ผู้ผลิตรองเท้าไม่สามารถจำหน่ายในราคาเท่าทุนหรือสูงกว่าราคาต้นทุนนิดหน่อยได้นั่นเอง #เหมียวเลเซอร์ ก็หวังว่าบทความนี้น่าจะช่วยคลายความสงสัยของท่านได้ไม่มากก็น้อยนะจ๊ะ

ที่มา : solereview

Comments

Leave a Reply