น้ำหนักส่วนเกินทำให้รูปร่างของบุคคลเปลี่ยนไป ความมั่นใจที่เคยมีหายวับตามกาลเวลา เสียสูญความเป็นตัวเองจากการถูกทักบ้าง หรือเกิดเป็นความไม่สะดวกในระหว่างออกไปทำกิจกรรมต่างๆ

การปล่อยให้ตัวเองมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เช่นเดียวกันกับการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร จุดแรกที่ยากที่สุดคือ ‘การเริ่มต้น’ หากใจไม่แข็งหรือไม่มีแรงบันดาลใจที่มากพอ ผลลัพธ์ก็ไม่อาจเฉิดฉายออกมาได้

 

1. เลิกส่องกระจกเต็มตัว ไม่ต้องมองภาพสะท้อนของตัวเอง

 

Penny N. ในวัย 31 ปี ลดน้ำหนักได้ 36 กิโลกรัมภายใน 4 ปี เธอเลิกส่องกระจกที่มองเห็นเต็มตัว ไม่สนใจว่าตัวเองจะมีสภาพเป็นแบบไหน เนื่องจากมีความอดทนน้อย ลดน้ำหนักเร็วเกินไปก็ยิ่งทำให้มีสภาวะโยโย่ เพราะฉะนั้นแล้วจะทำให้รู้สึกถดถอยจนยอมแพ้ได้ แต่การไม่มองภาพสะท้อนของตัวเองจะไม่ทำให้หลุดโฟกัสในการลดน้ำหนัก

 

2. ออกกำลังกายจนสุดสัก 1 ครั้ง ต่อให้เป็นความพยายามครั้งที่ล้านก็ตาม

 

Jason Nelson อายุ 42 ปี ลดได้ 33 กิโลกรัมภายใน 1 ปี เขาเริ่มต้นกลับมาวิ่งเพราะอาการเบื่อ อากาศภายนอกที่ร้อนมีแดดส่อง แค่วิ่ง 15 วินาทีก็ถือว่ายากแล้ว รู้สึกปวดเมื่อยตัว

จนได้มาเริ่มต้นออกกำลังกายวิ่งอย่างจริงจังอีกครั้ง ตั้งเป้าว่าจะวิ่งให้ถึง 5 กิโลเมตรให้ได้ เขาจึงวิ่งไปให้สุดเหมือน Forrest Gump เพียงแค่อยากทำให้สำเร็จสักครั้งกับความตั้งใจแรกที่เคยมี จนสามารถวิ่งครบ 5 กิโลเมตรได้ภายใน 9 สัปดาห์ ตามแผนวิ่ง C25K

 

3. หรือตั้งเป้าให้เป็นสองเท่า ด้วยการออกกำลังกายต่อเนื่อง 20 นาที 2 ครั้งต่อสัปดาห์

 

Asha Hussein อายุ 30 ปี ลดได้ 31 กิโลกรัมภายใน 14 เดือน เธอกล่าวว่าเพียงวันแรกชีวิตก็เปลี่ยนไปทันทีหลังจากที่ไปสมัครฟิตเนส

สัปดาห์แรกจากการออกกำลังกายทำให้มีความมั่นใจและอยากจะเดินต่อ เริ่มต้นจากการเดินบนลู่วิ่งไฟฟ้า 20 นาที จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาให้มากขึ้น ผ่านไปได้ 4 เดือน ก็หันไปเล่นเครื่องเดินวงรีและลู่เดินขั้นบันได

 

4. เรียนรู้ที่จะนับจำนวนแคลอรี่จากอาหารที่ทานเข้าไป

 

Jazmine Fedora วัย 25 ปี ลดน้ำหนักได้ 22 กิโลกรัมภายใน 4 ปี การติดตามนับจำนวนแคลลอรี่มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เธอเริ่มสนใจที่จะนับปริมาณที่ทานเข้าไปในแต่ละวัน จนสามารถควบคุมปริมาณได้และช่วยทำให้เข้าใจได้ว่าอาหารประเภทใดที่ส่งผลดีกับร่างกายของเธอบ้าง

 

5. เขียนจดหมายบอกตัวเอง ถึงเหตุผลที่อยากลดน้ำหนัก

 

Sarie Bronish วัย 25 ปี ลดน้ำหนักได้ 43 กิโลกรัมภายใน 18 เดือน เธอใช้วิธีเขียนจดหมายเตือนตัวเอง เพื่อนำมาใช้ในกรณีที่ขาดแรงจูงใจ ทั้งนี้ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองสูงมากๆ เพราะนั่นก็คือความตั้งใจจริงอันแรกเริ่มของตัวเราเอง

 

6. ท้าทายตัวเองด้วยการเลิกรับประทานของหวาน

 

Dan Case Jr. อายุ 21 ปี ลดน้ำหนักได้ 27 กิโลกรัมภายใน 1 ปี โดยตลอดทั้งปีที่เริ่มลดน้ำหนักเขาหักดิบตัดของหวานออกไปจากชีวิต เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองในแต่ละวัน

แทนที่จะทานไอศกรีมก็หยุดทาน เลิกไปตามสถานที่เคยซื้อประจำไปหลายเดือน ใช้เวลาอยู่กับใครก็ตามที่คอยสนับสนุนให้คุณพยายามลดละเลิกพฤติกรรมติดของหวาน หันมาทานผลไม้และโยเกิร์ตไขมันต่ำแทน อาจจะเป็นเรื่องที่ยากแต่สามารถทำได้เพียงแค่ต้องใช้เวลาเท่านั้นเอง

 

7. เดิน เดิน เดิน และ เดิน

 

Michelle M. อายุ 30 ปี ลดน้ำหนักได้ 90 กิโลกรัมใน 2 ปี เธอเริ่มต้นด้วยการเดิน เดินไปทุกที่ที่อยากไป จากการเดินเปลี่ยนชั้นด้วยขั้นบันได เดินไปตามข้างถนนเพื่อให้ถึงจุดหมาย เลิกใช้รถเมล์ เลิกขับรถ เลิกนั่งแท็กซี่ เลือกที่จะเดินแทน…

ในตอนนั้นเธอมีน้ำหนักมากถึง 181 กิโลกรัม การเดินมากๆ จะก่อให้เกิดอาการเจ็บเท้า เหนื่อย หายใจไม่ออก แต่การเดินจนติดเป็นนิสัยช่วยทำให้ร่างกายปรับตัวได้ พร้อมกับออกกำลังกายเต้นแซมบาและคาร์ดิโอควบคู่ไปด้วย

 

8. เลิกทานอาหารฟาสต์ฟู้ด แล้วหันมาทำอาหารเอง

 

Rogelio Orozco อายุ 26 ปี ลดน้ำหนักได้ 27 กิโลกรัมภายใน 1 ปี จากพฤติกรรมทานฟาสต์ฟู้ด 3 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์ พิซซ่าอีก 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นำไปสู่การเลิกทานพิซซ่าและฟาสต์ฟู้ดทุกชนิด และหันมาทำอาหารทานเอง

เขาบอกว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและประหยัดเงินได้ด้วย สลัดความขี้เกียจออกไป เรียนรู้ที่จะหัดทำอาหารเอง แม้ในตอนแรกอาจจะไม่ถูกปากเสียเท่าไหร่ และเมื่อเราทำอาหารเองได้สำเร็จจะรู้สึกภาคภูมิใจและสนุกกับการทำอาหารมากยิ่งขึ้น

 

ที่มา: buzzfeed

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...