บางคนมีเซ็กส์วันละหลายๆ ครั้ง บางคนมีเซ็กส์สองสามวันต่อหนึ่งครั้ง ในขณะที่หลายคนเว้นไว้เป็นเดือนเป็นปี แล้วเราเคยสงสัยกันมั้ยว่าควรมีเซ็กส์บ่อยแค่ไหนมันถึงจะเรียกว่าพอดี?

Nelson นักบำบัดเซ็กส์และนักเขียนเรื่อง The New Monogamy กล่าวว่า “หลายคนอยากทราบว่าพวกเขามีเซ็กส์บ่อยเกินไปหรือน้อยเกินไปมั้ย จนบางครั้งพวกเขาก็คิดว่าต้องหาอะไรที่แปลกใหม่ทำบนเตียงกับคู่รัก” 

 

 

เมื่อเกิดคำตามเหล่านี้ Nelson มักจะตอบว่า

“ลืมเรื่องความธรรมดาหรือปกติไปเลย เพราะมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญคือคุณควรเรียนรู้ที่จะเอาใจใส่คู่นอนของคุณมากกว่า และยอมรับความต้องการของเขาหรือเธอ แม้มันจะต่างไปจากความต้องการของเราก็ตาม”

นอกจากนี้ Nelson และนักบำบัดเซ็กส์คนอื่นๆ ได้แนะนำเกี่ยวกับการมีเซ็กส์ ดังต่อไปนี้

 

1. หยุดกังวลเรื่องความบ่อยในการมีเซ็กส์

Dawn Michael นักบำบัดเซ็กส์และนักเขียนเรื่อง My Husband Won’t Have Sex With Me บอกว่า “เมื่อพูดถึงเรื่องเซ็กส์ แต่ละคู่ก็คงมีปัญหาอยู่แล้ว และปัญหาเหล่านั้นที่คุณควรจะใส่ใจ ส่วนเรื่องมีเซ็กส์บ่อยหรื่อไม่นั้น ลืมไปได้เลย” 

“ถ้าคู่รักมีเพศสัมพันธ์กัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี และตอนนี้ลดลงเหลือสัปดาห์ครั้ง นั่นหมายความว่ารูปแบบการมีเซ็กส์ของคุณเปลี่ยนไป จนทำให้มีเซ็กส์กันน้อยลง ประเด็นนี้แหละที่คู่รักควรจะมีการพูดคุยกันให้มากขึ้น”

 

 

แต่ถึงแม้หลายคู่จะบอกว่าพวกเขามีเซ็กส์กันสัปดาห์ละ 3 ครั้ง นั่นไม่ได้หมายความพวกเขาจะมีรูปการมีเซ็กส์ที่ดี เพราะทั้งคู่อาจไม่รู้สึกประทับใจกับเซ็กส์ทั้ง 3 ครั้ง ดีไม่ดีอาจจะแย่กว่าคนที่มีเซ็กส์สัปดาห์ละครั้งก็ได้

ดังนั้นความบ่อยของการมีเซ็กส์จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าเรื่องบนเตียงของคุณจะราบรื่นเสมอไป

 

2. สิ่งที่เป็นเรื่องปกติของคุณตอนนี้ อาจกลายเป็นเรื่องไม่ปกติในอนาคตก็ได้

Chris Rose นักวิจัยเรื่องเพศจากเว็บไซต์ Pleasure Mechanics บอกว่า “สิ่งที่สำคัญมากกว่าการมีเซ็กส์บ่อยคือ การกำหนดว่าคุณมีความพึงพอใจในการมีเซ็กส์อย่างไร”

การพูดคุยเรื่องเซ็กส์กับคู่รัก จะทำให้คุณมีความสุขกับการมีเซ็กส์และทำให้ความสัมพันธ์คงเส้นคงวา ที่สำคัญการพูดคุยจะช่วยให้คู่รักจัดการกับเรื่องบนเตียงได้ดีเมื่อมีปัญหา

ยิ่งคุณพูดคุยกันบ่อยเท่าไหร่ ความสัมพันธ์บนเตียงจะยิ่งราบรื่นมากเท่านั้น โดยเฉพาะการมีเซ็กส์นอกห้องอาจจะทำให้คุณมีความสุขกับการมีเซ็กส์ในระยะยาว

 

 

3. อย่าเพิ่งท้อ ถ้าคู่รักของคุณมีความต้องการทางเพศสูงกว่า

บางคนมีความต้องการทางเพศสูงมาก และอยากมีเซ็กส์แทบจะตลอดเวลา สุดท้ายมันจะจบลงด้วยการทำให้คู่รักตัวเองนอนหมดแรงอยู่บนเตียง

Ian Kerner กล่าวว่า บางครั้งเวลามีเซ็กส์ หลายคนจะโฟกัสเรื่องการถึงจุดสุดยอด หรืออาจจะแค่หาความสนุกชั่วคราว

 

 

 

บางครั้งความต้องการทางเพศ อาจไม่ได้เกิดตอนที่เริ่มมีเซ็กส์ แต่อาจเกิดขึ้นตอนที่มีอะไรกันไปครึ่งทางแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าคิดแค่จะไปถึงจุดสุดยอดเพียงอย่างเดียว

คุณควรจะมีการเล้าโลม เพื่อกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่าย เช่น การจูบ เต้นรำ การดูหนังโป๊ หรือการดูภาพยั่วยวน สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้คู่รักมีความต้องการมากขึ้น และจะทำให้มีอารมณ์ที่เร่าร้อนไปด้วยกัน

 

4. ถ้าคู่รักของคุณมีความต้องการทางเพศน้อยกว่า ให้ดูว่าเป็นเพราะอะไร

“อย่ารู้สึกอาย ถ้าคู่รักของคุณมีความต้องการทางเพศน้อยกว่า เพราะจริงๆ แล้วความแตกต่างในเรื่องความต้องการนี้ เป็นเรื่องปกติที่หลายๆ คู่ต้องเจอ”

Celeste Hirschman ผู้แต่งหนังสือ Making Love Real: The Intelligent Couple’s Guide to Lasting Intimacy and Passion กล่าว

Danielle Harel ผู้แต่งหนังสือร่วมกับ Hirschman กล่าวว่า “ถ้าคุณอยากให้เซ็กส์ของคุณมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น คุณจะต้องหาเหตุผลที่แท้จริงว่า ทำไมคู่รักของคุณถึงไม่สนใจเรื่องเพศ”

 

 

มันอาจเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฮอร์โมน การไม่ประทับใจกับเรื่องบนเตียงที่ผ่านมา หรืออาจจะรู้สึกเบื่อที่ต้องทำอะไรซ้ำซาก หรืออาจเป็นเพราะเซ็กส์ไม่ได้เป็นไปตามที่เขาหรือเธอต้องการ

ดังนั้นอย่าพยายามกดดันคู่รักของคุณ แต่ควรจะค่อยๆ ปรับความเข้าใจ และให้เวลาเขาหรือเธอในการเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อเรื่องบนเตียง

 

5. จำไว้ว่า เซ็กส์ที่ดีนั้นไม่สามารถชี้วัดได้

หลังเสร็จกิจกรรมบนเตียงแล้ว อย่าเอาแต่มองเพดานแล้วคิดว่าเซ็กส์ของคุณอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ เมื่อเทียบกับคู่รักคู่อื่น

สิ่งที่ควรจะทำคือ พูดคุยกับคู่ของคุณว่าเรื่องบนเตียงควรจะเป็นแบบไหน หรือพยายามบอกเขาหรือเธอว่าคุณต้องการเซ็กส์แบบไหน และรับฟังอีกฝ่ายด้วยว่าต้องการแบบไหน

 

 

สิ่งสำคัญคือ คู่รักควรจะลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และหมั่นเปิดใจคุยกันบ่อยๆ อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ความสัมพันธุ์ของคุณแย่ลง ดังนั้น เซ็กส์จึงไม่มีอะไรที่ดีที่สุดหรือแย่ที่สุด แต่มันขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนสองคนมากกว่า

 

 

อย่ามัวมานั่งคิดเรื่องความบ่อยเลย มาคิดเรื่องความพอใจของทั้งสองฝ่ายดีกว่า

ที่มา huffingtonpost

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...