สาวแชร์ประสบการณ์ ‘รีวิวการทำงานกับเจ้านายคนจีน’ 7 ปัญหาที่ไม่อาจทนรับไหว

ใครที่กำลังอยู่ในวัยทำงานแล้วต้องเจอกับ “เจ้านายชาวต่างชาติ” หากเราเป็นคนที่ไม่เก่งภาษาด้วยแล้ว แน่นอนว่าก็อาจมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสารอยู่บ้างไม่มากก็น้อยแหละนะ

แต่สำหรับสิ่งที่หญิงสาวคนนี้ได้เจอนั้น ปัญหามันไม่ได้มีแค่การสื่อสารเนี่ยสิ… และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอนำประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าสู่กันฟัง

 

ในหัวข้อที่ชื่อว่า รีวิวการทำงานกับเจ้านายคนจีน

 

เจ้าของเรื่องขอเปิดหัวมาก่อนเลยว่า เธอนั้นเป็น “นักศึกษาจบใหม่” ที่เพิ่งจบการศึกษามาเมื่อปีที่แล้ว ประสบการณ์ทำงานอาจยังไม่มากนัก จึงไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอเจอร้ายแรงสำหรับเพื่อนๆ มากน้อยขนาดไหน

แต่สำหรับเธอนั้นมันคงเป็นปัญหาที่เลวร้ายจริงๆ จึงขอนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง

 

 

เธอเล่าว่าประมาณ 4-5 เดือนก่อน เธอยังทำงานอยู่ในบริษัทของคนไทย ทำมาได้เกือบครบ 1 ปีแล้ว แต่ติดตรงที่เรื่องของเงินเดือนที่ไม่พอกับค่าใช้จ่าย

 

ประจวบเหมาะกับการที่มี “บริษัทจีน” ติดต่อเข้ามาพอดี โดยยื่นข้อเสนอมาว่า…

1. ให้เงินเดือนเยอะกว่าที่เก่า ผ่านโปรแล้วปรับเงินเดือนให้แน่นอน

2. ทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ เวลาทำงานน้อยกว่าบริษัททั่วไป วันละ 1 ชั่วโมง (จันทร์-ศุกร์ 9.00น.-17.00น.)

3. มีค่าคอมมิชชั่นให้ตามโครงสร้างบริษัท

4. มีอาหารกลางวันให้

 

เธอจึงตัดสินใจลาออกจากที่เก่ามาทำงานในบริษัทแห่งนี้แทน…

เธอเสริมว่าบริษัทใหม่เน้นเอาคนสนิท คนในครอบครัวมาทำงาน เช่น หัวหน้าคนจีนก็มีแฟนอยู่ในบริษัท, หัวหน้าคนไทยผู้ร่วมหุ้นก็ด้วย, พนักงานหญิงระดับสูงจะสนิทเป็นการส่วนตัวกับคนเหล่านั้น และมีแฟนอยู่ในบริษัทเหมือนกัน

 

 

จนเมื่อเธอเข้ามาทำงานจริงๆ เธอก็พบว่ามันมีหลายๆ จุดที่ทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจในการทำงานร่วมกับหัวหน้าชาวจีน โดยเธอได้แยกออกมาเป็น 7 ประเด็น ดังนี้

 

1. เวลาทำงานไม่เป็นไปตามที่ตกลง

พออยู่มาได้สักพัก จากที่ตกลงกันตอนแรกว่าทำงาน 5 วัน กลายเป็นว่าเธอถูกสั่งให้ทำงาน 6 วันในบางสัปดาห์ จนกระทั่งต่อมาก็กลายเป็นว่าเธอต้องทำงาน 6 วัน “ทุกสัปดาห์” ไปแล้ว

ทางหัวหน้าระดับสูงบอกกับเธอว่ามันเป็นการปรับเปลี่ยนของบริษัท แต่ทว่ากลับไม่ได้ใช้กับทุกคน เพราะเธอบอกว่ายังมีบางคนที่ได้รับการยกเว้น

 

 

2. ถึงเวลาเลิกงานไม่ยอมให้กลับบ้าน

ตามปกติเธอก็จะเลิกงานเกินเวลาอยู่แล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งเธอมีธุระ จำเป็นที่จะต้องออกงานตามเวลา 17.00น. เพื่อไปโรงพยาบาล ทว่าเจ้านายไม่ยอมให้เธอกลับ บอกให้เธอทำงานให้เสร็จก่อน

วันนั้นเธอเลยต้องทำงานถึง 2 ทุ่ม โดยที่ “ไม่ได้รับค่าล่วงเวลา” ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เธอต้องเจอกับอะไรแบบนี้

 

3. โวยวาย เสียงดัง ด่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

เธอบอกว่าเจ้านายชาวจีนนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างอารมณ์รุนแรง หากไม่พอใจก็จะเหวี่ยงใช้คำหยาบคายสารพัด โดยส่วนนี้เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ คือพนักงานทุกคนจะต้องรับกับคำด่าเหล่านั้นด้วย ซึ่งเธอบอกว่าเคยมีครั้งหนึ่งเจ้านายมานั่งคุมงาน แล้วเหมือนว่าเขาไม่พอใจ ด่าใส่หน้าเธอว่า “The F*ck!! Why you so stupid!!!” ทำเธอหน้าชาไปเลย

 

 

4. ทำงานมั่วซั่วไม่เป็นระบบ

อันนี้เป็นปัญหาที่คนเบื้องบนไม่ยอมพูดคุยตกลงกันก่อน ทำให้เธอต้องแก้งานซ้ำไปซ้ำมากว่า 20 ครั้ง คนนั้นจะเอาอย่างโน้น คนโน้นจะเอาอย่างนี้

พอเธอเสนอว่าอยากให้พนักงานระดับสูงไปประชุมกันก่อนมั้ยจะได้แก้ทีเดียว สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน

 

5. บริษัทเจอกับปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ต้องปิดตัวลง

จะเรียกว่าเป็นเพียงแค่ข้ออ้างของบริษัทในการไล่พนักงานส่วนใหญ่ออกก็ว่าได้ เพราะเธอบอกว่าจริงๆ แล้ว “บริษัทไม่ได้จะปิดตัวลง” แต่อย่างใด

ทางบริษัทได้เรียกพนักงานทุกคนขึ้นไปคุย “แต่จะให้แยกๆ กันไป” ซึ่งตอนนั้นเธอได้ขึ้นไปพร้อมกับพนักงานวัยใกล้ๆ กันอีกคน แล้วหัวหน้างานก็บอกกับเธอว่าจะให้เธอลาออก โดยจะจ่ายแค่เงินเดือนเดือนนี้ ไม่มีค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น

 

 

เธอนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ฝ่ายบัญชีของบริษัทฟัง พนักงานฝ่ายบัญชีเลยพากันไปประท้วงกับทางหัวหน้า แล้วเขาก็บอกกับพนักงานเหล่านั้นว่า “งั้นไม่ไล่ออกแล้ว อยู่ต่อไปสิ เดี๋ยวจ่ายเงินให้ทั้งเดือนนี้ และเดือนหน้า จากนั้นก็ค่อยออก”

สรุปคือทางบริษัทไม่ได้จะปิดจริงๆ เพียงต้องการที่จะ “ไล่พนักงานออก แต่ไม่อยากเสียค่าชดเชย” เท่านั้นเอง สุดท้ายเขาจึงไล่พนักงานฝ่ายบัญชีออกไปด้วยคำว่า “F*cking go out of my place!!”

(ปล. ตรงจุดนี้ หัวหน้าแค่ไล่บางคนออก แต่จะเก็บคนในครอบครัวและคนที่สนิทเป็นการส่วนตัวเอาไว้)

 

 

เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้หัวหน้าเรียกเธอขึ้นไปคุยอีกครั้ง และเสนอให้อยู่ต่อ เนื่องจากมองว่าเธอไม่เคยมีปัญหากับหัวหน้ามาก่อน แล้วถามว่า “ทำไมถึงไปเข้าข้างฝ่ายบัญชี?”

นั่นจึงคือประเด็นที่ทำให้เธอพูดถึงปัญหาข้อที่ 6.

 

6. โกงค่าคอมมิชชั่น

ณ ตอนนั้น เธอพูดกับหัวหน้าชาวจีนและพี่พนักงานอีกคนที่อยู่ด้วยกันไปตรงๆ เลยว่า “พวกเขาโกงค่าคอมมิชชั่นพนักงาน”

เธอบอกว่าเธอได้รู้ข้อมูลบางอย่างมา หลักฐานเอกสารครบ แต่ทว่าคนส่วนใหญ่กลับช่วยกันปิดเงียบเรื่องนี้เอาไว้ ถามใครก็ให้คำตอบไม่ตรงกัน

เมื่อเป็นอย่างนั้น บวกกับที่เธอพอรู้ว่าถึงอยู่ต่อก็คงโดนไล่ออกอยู่ดี เธอจึงเลือกที่จะ “ขอไม่อยู่ต่อแล้ว”

 

 

7. ไม่ปรับเงินเดือนตามตกลง

เธอบอกว่ามีเพื่อนร่วมงานที่ผ่านโปรแล้ว เข้าไปคุยเรื่องการปรับเงินเดือน เซ็นสัญญากับทางเจ้านายคนจีน แต่ทว่ากลับไม่มีการปรับขึ้นใดๆ อย่างที่เคยพูดไว้ในตอนแรก บ่ายเบี่ยงจนกระทั่งมาแจ้งเรื่องไล่ออก

 

 

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่เธอนำมาเล่านี้ เธอก็มองว่ามันอาจเป็นความโชคร้ายที่เธอได้เจอกับคนจีนที่นิสัยไม่โอเค เพราะเธอมองว่าคนจีนนิสัยดีๆ ยังมีอีกเยอะ ที่เธอเจอนั้นอาจเป็นแค่ส่วนน้อย

เธอไม่ได้ต้องการที่จะทำลายชื่อเสียงของคนจีน หากแต่เป็นประสบการณ์ที่เพื่อนๆ อาจสามารถเก็บไว้เป็นทางเลือกตัดสินใจก่อนเข้าไปทำงานกับบริษัทต่างชาติได้

 

เรื่องราวของเธอแบบเต็มๆ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

ที่มา: สมาชิกหมายเลข 2688280 

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....