นี่อาจเป็นอีกหนึ่งกรณีแปลกๆ ที่เกิดขึ้นจริงๆ บนโลกใบนี้

 

เมื่อทาง IKEA ร้านขายอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ถูกศาลสั่งฟ้องให้ชดใช้เงินจำนวน 40,000 หยวน (ประมาณ 1.9 แสนบาท) ให้กับผู้หญิงคนหนึ่ง หลังจากที่เธออ้างว่าถูกแก้วน้ำของทางร้านระเบิดใส่หน้า!!

 

บาดแผลที่เกิดขึ้น

 

เรื่องราวที่ว่านี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2017 จากความที่หญิงแซ่ Wang กล่าวว่าเธอได้เทน้ำร้อนใส่แก้วรุ่น Stelna ของทาง IKEA แล้วปรากฏว่ามันเกิดระเบิดขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด

แรงระเบิดในครั้งนั้นมันทำให้เธอถึงขั้นหมดสติ มีฟันหักหนึ่งซี่ รวมถึงทำให้เธอต้องเข้าไปเย็บแผลที่ริมฝีปากถึง 4 เข็มด้วยกัน และนอกจากนี้เธอยังต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอีกถึง 12 ครั้งเพื่อรักษาอาการทั้งหมด

 

หญิงคนที่ฟ้องร้องต่อ IKEA

 

มากไปกว่านั้นนอกจากการบาดเจ็บตามร่างกายแล้ว แรงระเบิดในครั้งนั้นยังได้ส่งผลต่อจิตใจของเธอด้วย โดยเธอได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเอาไว้ว่า

“ฉันรู้สึกเสียขวัญทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดังจากอะไรก็ตาม ฉันต้องตื่นขึ้นมากลางดึกและไม่สามารถที่จะนอนต่อได้อีกเลย และในเวลากลางวันฉันจะรู้สึกหดหู่เอามากๆ ซึ่งทั้งหมดนี้มันส่งผลต่อการทำงานของฉันด้วย” 

จากความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในนี้ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาหญิงคนนี้จึงได้ยื่นฟ้องต่อทาง IKEA เรียกค่าทำขวัญจากบริษัทเป็นเงิน 1 ล้านหยวน (ประมาณ 4.7 ล้านบาท) ด้วยในเรื่องที่ว่าทางร้านขาย ‘สินค้าที่บกพร่อง’

ในเวลาต่อมาทาง IKEA ได้ออกมาปกป้องตัวเองจากเรื่องดังกล่าว โดยบอกว่าแก้วรุ่นนี้มีการผลิตที่ได้มาตรฐาน และได้พิสูจน์ด้วยการโชว์การทดสอบความทนทานของสินค้าต่อหน้าชั้นศาล

และคดีก็ได้ดำเนินการตั้งแต่นั้นเป็นเรื่อยมา

 

แก้วรุ่น Stealna

 

จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม ทางศาลของกรุงปักกิ่งก็พบว่า ‘มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าแก้วของทาง IKEA บกพร่องจริง’ แต่ถึงอย่างนั้นทางศาลก็สั่งให้ทาง IKEA ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับผลลบและความเสียหายที่เกิดขึ้น

นั่นก็คือให้ทาง IKEA จ่ายค่าทำขวัญให้กับหญิงแซ่ Wang เป็นเงิน 40,000 หยวน รวมทั้งให้คืนเงินค่าแก้วจำนวน 3.9 หยวน (ประมาณ 18 บาท) ให้กับเธอด้วย

แน่นอนว่าคำตัดสินนี้ไม่เป็นที่น่าพอใจต่อทั้งสองฝ่ายและได้ยื่นอุทธรณ์ต่อทางชั้นศาล โดยทางฝั่ง IKEA ก็ไม่พอใจที่ต้องเสียเงินจำนวนนี้ไป ส่วนหญิงแซ่ Wang ก็ต้องการเงินมากกว่านี้อีกเท่าตัวหนึ่ง (80,000 หยวน)

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ทางศาลของกรุงปักกิ่งก็ยังยืนยันในคำตัดสินอยู่เช่นเดิม และอาจต้องตามดูว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป…

 

ที่มา: shanghaiist, medium, ecns

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...