ในปัจจุบันด้วยพลังแห่งเทคโนโลยีและโลกอินเตอร์เน็ต การดูภาพยนตร์เป็นเรื่องที่ง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่หากมองย้อนไปสักร้อยสองร้อยปี คงไม่มีใครคิดแน่ๆ ว่าในคนสมัยนั้นเขาก็มีวิธีดูภาพยนตร์ในแบบของเขาเช่นกัน

 

 

นี่คือ “Magic lanterns” หรือ โคมไฟวิเศษ อุปกรณ์ฉายภาพที่เชื่อกันว่าถูกคิดค้นขึ้นมาในศตวรรษที่ 16 และใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วง ศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20

เจ้าเครื่องนี้มีการทำงานคล้ายกับเครื่องฉายภาพ หรือเครื่องโปรเจกเตอร์ ที่หากมีการประยุกต์ที่ดี ก็อาจจะฉายภาพสามมิติ หรือภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ (คล้ายภาพ GIF) ได้เลย

 

 

เดิมทีแล้วนักโบราณคดีเชื่อกันว่า เจ้าอุปกรณ์เหล่านี้น่าจะเป็นของมีราคา และมีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ใช้

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแท้จริงแล้วเจ้าเครื่องนี้จะมีการใช้ที่แพร่หลายกว่านั้น เพราะจากงานวิจัยใหม่ที่มีการเปิดเผยในมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ ประเทศอังกฤษได้ออกมาบอกว่าในสมัยก่อน แม้แต่ชนชั้นกลางเองก็มีโอกาสได้ดูโคมไฟวิเศษเช่นกัน

 

 

จากหลักฐานโฆษณาสินค้าในหนังสือพิมพ์จากยุควิกตอเรีย ดูเหมือนว่าในสมัยนั้นจะมีบริการที่เรียกว่าการให้เช่าโคมไฟวิเศษอยู่ โดยจะเป็นการจ้างวานพนักงานซึ่งจะคอยควบคุมโคมไฟวิเศษนั่นเอง

การจ้างวานจำพวกนี้มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ในช่วงวันพิเศษ อย่างวันเกิดของเด็กๆ หรือเทศกาลคริสต์มาส และมักจะมีการจ้างวานจากทางโบสถ์ ศาลากลางเมือง และบ้านของประชาชน

 

 

“มันก็คล้ายๆ กับ Netflix หรือร้านเช่าภาพยนตร์นั่นแหละ” John Plunkett รองศาสตราจารย์วิชาภาษาอังกฤษที่ มหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์กล่าว “มันเป็นวิธีเข้าถึงสื่อที่พวกคุณไม่สามารถซื้อเองได้”

สไลด์โชว์ของโคมไฟวิเศษที่มีให้เช่านั้นค่อนข้างหลากหลาย บางครั้งก็เป็นภาพของสถานที่ที่ห่างไกลอย่างพีระมิด หรือภาพที่ดัดแปลงมาจากนิยายและนิทานอย่าง “คริสต์มาสแครอล” ของชาลส์ ดิกคินส์

 

 

นอกจากนี้ในโฆษณาเอง ยังมีการอ้างว่าพวกเขามีบริการให้เช่าสไลด์โชว์หลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงสไลด์โชว์ที่มีภาพอยู่มากกว่า 100 ภาพอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่ากิจการให้เช่าโคมไฟวิเศษในสมัยก่อน อาจจะเป็นอะไรที่รุ่งเรืองกว่าที่คิดก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามในช่วงปี 1920 ได้มีการคิดค้นเทคโนโลยีการฉายภาพเคลื่อนไหวขึ้นมา ทำให้ยุครุ่งเรืองของ โคมไฟวิเศษ กลายเป็นเพียงอดีตไปด้วยประการฉะนี้

 

ที่มา livesciencemagiclanternsociety

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...