หากเอ่ยถึงชื่อประเทศบราซิล ที่นี่มักจะถูกนึกถึงในเรื่องของเหล่านักเตะฝีเท้าดีชื่อกระฉ่อนโลกในวงการฟุตบอล แต่ทว่าเรื่องของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับผู้คนในบราซิล ก็ไม่เป็นรองในชื่อเสียของที่นี่เลย…

ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลักเล็กขโมยน้อย เกิดการวิ่งราวฉกชิงทรัพย์ไปต่อหน้าต่อตากลางวันแสกๆ จนไปถึงเกิดเหตุปล้นซึ่งหน้าพร้อมกับอาวุธปืนข่มขู่เอาชีวิต

 

 

เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัวที่กำลังยืนรออยู่หน้าบริเวณโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมือง Sao Paulo จู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธปืน .38 เดินเข้ามาเพื่อหวังที่จะปล้นทรัพย์ข่มขู่ประชาชนในบริเวณนั้น

กล้องวงจรปิดบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ได้ เผยให้เห็นช่วงวินาทีการลงมือของโจรรายดังกล่าวในเวลาประมาณ 8.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อทางโรงเรียนจัดงานวันแม่ประจำปี

 

.

 

Katia da Silva Sastre ผู้เป็นแม่และตำรวจ วัย 42 ปี อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เธอไม่ลังเลที่จะใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปที่หน้าอกและขาของนาย Elivelton Neves Moreira วัย 21 ปี ในระยะเผาขนถึง 3 นัด จนเขาเสียชีวิตภายในวันเดียวกันที่เกิดเหตุ ณ โรงพยาบาล

 

 

ภายหลังจากเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว Sastre ได้รับเชิดชูจากการกระทำอันกล้าหาญจากหน่วยงานรัฐ มอบช่อกล้วยไม้สีม่วงช่อใหญ่แทนคำขอบคุณ ซึ่งเธอได้รับเชิดชูในฐานะฮีโร่ของประชาชน

 

 

ในวันนั้น Sastre ได้เดินทางไปเข้าร่วมงานวันแม่กับลูกสาววัย 7 ขวบของเธอ “ฉันไม่รู้ว่าเขาจะเข้ามายิงเด็ก แม่เด็ก หรือยามที่เฝ้าประตูโรงเรียน ฉันคิดเพียงแค่การปกป้องเหล่าคุณแม่ เด็กๆ รวมไปถึงชีวิตของฉันและลูกสาว”

 

 

ซึ่งในระหว่างที่โจรกำลังเล็งปืนมาที่เธอ เธอพยายามเดินย้อนกลับไปอีกด้าน และสั่งให้ผู้ต้องสงสัยหันหลังนอนราบลงกับพื้น เพื่อรอกำลังเสริมและหน่วยพยาบาลฉุกเฉินมายังที่เกิดเหตุ

“ฉันจำเป็นต้องปฏิบัติอย่างรวดเร็วเพื่อหยุดการกระทำอันร้ายแรงนี้ ป้องกันไม่ให้เขาทำร้ายคนอื่นๆ ฉันนำการฝึกซ้อมที่เรียนรู้มาปรับใช้กับสถานการณ์จริง”

 

 

André Alves ผู้เป็นสามีและดำรงตำแหน่งร้อยตำรวจโทกล่าวว่า “ผู้ต้องสงสัยยิงปืนหนึ่งนัด แต่ร่องรอยของกระสุนกระดอนไปจนหาไม่พบ และในขณะที่กำลังจะยิงนัดที่สอง ปืนก็ขัดข้อง โชคดีที่เธอไวกว่าเขา เพราะทันทีที่รู้ตัวว่าเธอเป็นตำรวจ เขาก็พยายามที่ฆ่าเธอทิ้ง…”

 

 

คลิปเหตุการณ์ดังกล่าว มีความรุนแรงเกิดขึ้น ควรใช้วิจารณญาณในการรับชม

 

ถ้าหากว่าวันนั้น ไม่มีเธออยู่ อาจจะเกิดอันตรายกับชีวิตของประชาชนมากกว่านี้ก็เป็นได้

 

ที่มา : news.com.au, dailymail, longroom

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...