ถ้าจะพูดถึงเรื่องอื้อฉาวที่โด่งดังสุดๆ ในช่วงนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นเหตุการณ์ของสายการบิน United Airlines ที่ปรากฏเป็นคลิปการลากผู้โดยสารลงจากเครื่องด้วยวิธีการบังคับและใช้กำลัง จนชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา บนเที่ยวบินจาก Chicago มุ่งหน้าไป Louisville ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากทางสายการบินไม่สามารถขึ้นบินได้ เพราะมีตั๋ว Over-booking เกินมา 4 ที่นั่ง

(Over-booking คืออะไรนั้น สรุปไว้ท้ายข่าวนะครับ)

 

 

เจ้าหน้าที่เลยจำเป็นจะต้องหาอาสาสมัคร 4 คนเพื่อสละที่นั่งดังกล่าว โดยตอนแรกทางสายการบินได้เสนอเงิน 1,000 เหรียญ (ราวๆ 34,000 บาท) เพื่อให้ผู้โดยสารเปลี่ยนเที่ยวบินไปวันรุ่งขึ้น(วันที่ 10 เมษายน)แทน

แต่ด้วยความที่ทุกคนอยากเดินทางตามกำหนดการของตัวเองจึงไม่มีใครยอมสละที่นั่ง ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่จึงบอกว่าพวกเขาจำเป็นจะต้องสุ่มที่นั่งผู้โดยสารด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อหาคนสละที่นั่งแทน ซึ่งผู้โดยสาร 3 คนแรกตอบตกลงและรับเงินชดเชยแต่โดยดี ในขณะที่ผู้โดยสารคนที่ 4 มีท่าทีขัดขืน

 

 

ตามรายงานบอกว่าผู้โดยสารรายที่ 4 เป็นชายชาวจีนวัย 69 ปี โดยเจ้าตัวได้ให้เหตุผลว่าตนเองเป็นหมอและต้องรีบเดินทางไปดูคนไข้ในโรงพยาบาลให้ทันวันรุ่งขึ้น ทำให้เกิดการถกเถียงกันยกใหญ่ จนสุดท้ายทางสายการบินจึงต้องเรียกพนักงานมาลากเขาลงไป

ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการลากเขา มีการขัดขืนและส่งผลให้ศีรษะของเขาฟาดเข้ากับที่นั่งผู้โดยสาร จนภายหลังเขารูุ้สึกตัวว่ามีอาการบาดเจ็บที่หัวและเลือดออกปากด้วย พร้อมกับพูดแค่ว่า “ผมต้องกลับบ้าน ไม่งั้นก็ฆ่าผมซะเถอะ” ซ้ำไปมา

 

 

ล่าสุดคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สายตาชาวโลก แต่ทาง CEO ของสายการบิน Oscar Munoz กลับออกมาพูดถึงเหตุการณ์นี้ ว่าเจ้าหน้าที่ของพวกเขาทำถูกต้องตามกฎระเบียบดังกล่าวแล้ว เพราะชายคนดังกล่าวขัดขืนไม่ยอมทำตามเจ้าหน้าที่เองแถมยังมีท่าที่ก้าวร้าว และกล่าวปิดด้วยการขอโทษสั้นๆ

สุดท้ายผู้โดยสารคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า คุณหมอคนดังกล่าวพูดว่า “สาเหตุที่ผมถูกเลือก อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนเอเชีย”

 

 

สามารถรับชมคลิปเหตุการณ์ได้ข้างล่างเลย

 

คลิปสรุปเหตุการณ์จากทางเพจ In The Know

 

ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งขายตั๋วเกินที่นั่ง ผู้สูงอายุ หมอ และชาวเอเชีย ปัจจัยเหล่าน่าจะยิ่งจุดชนวนดราม่าได้หนักยิ่งขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเหตุการณ์นี้จะได้ข้อสรุปยังไง ดราม่านี้จะไปในทางไหน สายการบินจะตอบโต้ยังไง ก็คงจะต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนกันต่อไปนั่นเอง

 

Over-booking คืออะไร? ทำไมขายตั๋วเกิน?

ข้อมูลจากคุณ  shion แห่งเว็บไซต์พันทิปได้เคยตอบเอาไว้ว่า

ทุกสายการบินจะมีข้อมูลการเดินทางของแต่ละช่วงเวลา ในแต่ละเส้นทางอยู่ในมือ นั่นคือสายการบินจะรู้ว่า ในแต่ละช่วงเวลาของปี แต่ละเส้นทางควรจะเปิดที่นั่งขายประมาณเท่าไร พอจะโอเวอร์บุ๊คได้กี่ที่นั่ง ที่ผ่านมามีคนแคนเซิลหรือโนโชว์ หรือแม้แต่โกโชว์ ขนาดไหน มีสัดส่วนตั๋วราคาเต็มที่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้ง่าย ๆ ได้มากน้อยขนาดไหน คนที่จองเป็น Individual กรุ๊ปทัวร์ หรือ Corporate ที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงการเดินทางมากน้อยขนาดไหน ……….. ทุกวันนี้สายการบินถึงบังคับให้เราต้องออกตั๋วและจ่ายเงินก่อนวันเดินทาง 7-10 วัน เพื่อทื่จะได้มา manage ตรงนี้ได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยเงินเข้ากระเป๋ามาแล้ว ที่เหลือค่อยไปว่ากันอีกที

คนที่ปล่อยที่นั่ง Overbook ตรงนี้ออกมาคือ Reservation และ Space Control ซึ่งก็มักจะต้องตบตีกับฝ่ายปฎิบัติการที่สนามบินเป็นประจำแหละครับ ว่าทำไม ปล่อยที่นั่งเกินมาเยอะขนาดนี้ ถ้าเครื่องรับไหว อัพเกรดได้ ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ไหว พนักงานสนามบินก็จะมีวิธีแก้ไขดังนี้ครับ

1. โอนให้สายการบินอื่น
2. อัพเกรด
3. หา Volunteer ที่พร้อมจะไปไฟลทต่อไป พร้อมเสนอโรงแรมและ Pocket Money ให้ หรือบางทีก็คอนเฟิร์มการอัพเกรดในไฟลท์ต่อไปให้เลย

จริง ๆ หลายคนชอบแบบที่สามนะครับ และพวกเดินทางบ่อยจะใช้มุกนี้ประจำ ไปช้า ๆ รอลุ้นโวลันเทียร์ พวกเส้นทางแน่น ๆ แถวๆ Transatlantic จะเห็นประจำ .. เพราะว่าถ้ามีตั๋วที่ระบุวันเดินทางนั้น ๆ อยู่ในมือ พร้อมกับการยืนยันสถานะ OK อยู่แล้ว แต่มีท่าทีว่าจะไม่ได้ขึ้นเครื่องเนี่ย อำนาจต่อรองอยู่ในมือแล้วครับ

ปัญหาพวกนี้ ถ้าเกิดที่สถานีของตัวเองในเส้นทางยอดฮิตก็ไม่เท่าไร เพราะความสะดวกสบายมันเยอะ ไฟลท์ต่อไปก็มีให้เลือกมากมาย การที่มีพันธมิตรต่าง ๆ ก็เป็นช่องให้สายการบินโอเวอร์บุ๊คกันมากขึ้น เพราะสามารถถ่ายเทไปให้สายการบินพันธมิตรได้แบบมีเงื่อนไขน้อยมาก ๆ ก็ช่วย ๆ กันไป เพราะบางทีเราก็ต้องช่วยเค้าเหมือนกัน

ธุรกิจบริการ ส่วนมากมักจะเป็นแบบนี้แหละครับ ต้องมี Overbook ไว้บ้าง ไม่ใช่แค่สายการบิน โรงแรมนี่ก็ประจำเช่นกัน เพราะทุกไฟลท์ที่ออกและทุกคืนที่ผ่านไปคือโอกาสในการสร้างรายได้ของสายการบินและโรงแรม คนจะเต็มหรือไม่ต็ม ต้นทุนก็ไม่ต่างกันมาก ยังไงก็ต้องขอให้เต็มไว้ก่อน ถ้าเกิน ค่อยไปแก้ปัญหาอีกที………

 

ที่มา dailymail

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...