หลายคนคิดว่าเมื่อไปแอฟริกาแล้ว พวกเขาจะเห็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ป่า เห็นสัตว์ป่าเดินตามถนน เห็นถนนที่สกปรก และที่อยู่อาศัยแบบชัวคราว (Makeshift housing) แต่จริงๆ แล้ว แอฟริกามีความหลากหลายมากกว่านั้น ซึ่งในวันนี้ทุกคนจะได้รู้จักทวีปนี้มากขึ้น เพื่อลบล้างความเข้าใจผิดบางอย่างที่ผ่านมา

 

ความเชื่อที่ 1 ไม่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในแอฟริกา

แอฟริกาเป็นที่รู้จักในฐานะทวีปที่ประกอบด้วยประเทศกำลังพัฒนา แต่นั่นไม่ได้หมายความทวีิปนี้มีวิถีชีวิตแบบยุคกลาง เพราะ 90% ของชาวแอฟริกันมีโทรศัพท์มือถือ แถมยังมีโปรแกรมเมอร์ที่สร้างแอปพลิเคชันและแกดเจ็ตของตนเองอีกด้วย

นอกจากนี้บางประเทศในแอฟริกายังมีโรงงานการผลิตที่พัฒนาไปอย่างมาก มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ เช่น การผลิตรถยนต์ภายในประเทศ

.

 

ความเชื่อที่ 2 แอฟริกาเป็นทะเลทรายเขตร้อน

บ่อยครั้งเมื่อมีคนได้ยินแอฟริกา พวกเขาจะนึกถึงภาพของทะเลทรายที่ร้อนระอุและแห้งแล้ง แต่จริงๆ แล้ว แอฟริกามีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์มากอย่างเหลือเชื่อ มียอดเขาคิลิมันจาโรและยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะและทุ่งหญ้าสะวันนาอยู่ทั่วทวีป

 

แอฟริกามีการแบ่งเขตอุณหภูมิที่ชัดเจน และอุณหภูมิรายปีเฉลี่ยอยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตรของทวีปแทบจะไม่เกิน 27 องศาเซลเซียส

 

 

ความเชื่อที่ 3 มีเฉพาะคนผิวสีเท่านั้นที่อาศัยในแอฟริกา

เรามักจะคิดว่าในแอฟริกามีเฉพาะคนผิวสีเท่านั้นอาศัยอยู่ ความจริงก็คือทวีปแอฟริกามีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคนซึ่งมีสีผิวและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ความหลากหลายนี้มาจากบรรพบุรุษของพวกเขา เนื่องจากมีผู้อพยพจำนวนมากมาจากอเมริกาและเอเชียที่ยังอยู่ในแอฟริกา หลังจากการประหัตประหารทางการเมือง

 

ความเชื่อที่ 4 แอฟริกาเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

รายการทีวี ภาพยนตร์ และการ์ตูนจำนวนมากมักจะทำให้เราเข้าใจว่าแอฟริกามีสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติและสามารถถูกผู้คนโจมตีได้อย่างง่ายดาย

แต่ความจริง การเดินทางของสัตว์ส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงฤดูหนาว เมื่องูและแมลงที่เป็นอันตรายอยู่ในช่วงจำศีล และสัตว์ป่าส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ในอุทยานแห่งชาติ

 

ส่วนการที่มนุษย์คุกตามสัตว์ป่าเป็นเคสที่หาได้ยากมาก และหากเกิดขึ้น มักจะเกิดเฉพาะกรณีที่มีการละเมิดกฎของอุทยานเมื่อมีคนจงใจจะเข้าไปจับสัตว์หรือล่าสัตว์

 

 

ความเชื่อที่ 5 อัตราการเกิดอาชญากรรมในแอฟริกาสูงมาก

เชื่อกันว่านักท่องเที่ยวในแอฟริกาต้องระวังอันตรายอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากอัตราการเกิดอาชญากรรมสูง ความจริงคือการท่องเที่ยวมีการพัฒนาอย่างมากและประเทศในแอฟริกากลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมโดยเฉพาะในหมู่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตก

เฉพาะในแอฟริกาใต้มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1.5 ล้านคนต่อปีแล้ว ซึ่งอาจเป็นผลมาจากระดับการให้บริการที่เพิ่มขึ้นและเงื่อนไขในการท่องเที่ยวมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกัน แอฟริกาใต้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดกับสัตว์ป่าในธรรมชาติ

 

ความเชื่อที่ 6 แอฟริกาไม่มีมรดกทางวัฒนธรรม

เมื่อพูดถึงแอฟริกา เรามักจะคิดว่ามันเป็นสังคมดั้งเดิมที่ไม่มีวัฒนธรรมที่ได้รับการพัฒนาและไม่มีประวัติศาสตร์ แต่จริงๆ แล้ว แอฟริกานั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรม

ที่นั่นมีโบราณสถานหลายแห่ง มีอนุสาวรีย์ทางวัฒนธรรมที่ได้รับการการดูแลและปกป้องอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น เคนยา มีอนุสาวรีย์หรือสถาปัตยกรรมมากกว่า 200 แห่ง

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกหลายแห่งที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในหลายประเทศในแอฟริกา

 

ความเชื่อที่ 7 แอฟริกาอยู่ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน

เมื่อวางแผนไปแอฟริกา คนส่วนใหญ่มักคิดว่าจะได้เห็นความยากจนทั่วทั้งทวีป ความจริงแม้แอฟริกาจะอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน จำนวนคนจนนั่นมีน้อยกว่าที่ผู้คนคิดมาก

 

โดยทั่วไปแล้วระดับเศรษฐกิจของประเทศในแอฟริกาไม่ต่างจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่ชนชั้นกลางมีแต่จะพัฒนาขึ้น ขณะเดียวกันประเทศเหล่านี้ยังมีการลงทุนด้านการท่องเที่ยวโดยการสร้างโรงแรมและพื้นที่พักผ่อนที่สะดวกสบายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกด้วย

 

 

ความเชื่อที่ 8 การระบาดของโรคที่เป็นอันตรายมีอยู่ทั่วไปทั่วแอฟริกา

สื่อมักจะรายงานเกี่ยวกับโรคระบาดในแอฟริกา จนทำให้เราคิดว่าโรคระบาดร้ายแรงต่างๆ มักจะมาจากทวีิปนี้ ความจริงคือ อีโบลานั้นไม่ได้ระบาดทั่วทั้งทวีป แต่มันระบาดเฉพาะในประเทศเซียร์ราลีโอนและบริเวณใกล้เคียง

 

อีกโรคหนึ่งที่มักถูกเข้าใจว่ามาจากแอฟริกา คือ โรคมาลาเรีย แน่นอนที่นี่มียุงอยู่ แต่ไม่มีอะไรต้องห่วง หากคุณปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยเบื้องต้น เช่น การคว่ำน้ำขัง การกางมุ้ง และการใช้ยาป้องกันอื่นๆ

 

 

ความเชื่อที่ 9 ชาวแอฟริกันอาศัยอยู่ในกระท่อม

ไม่ใช่ชาวแอฟริกันทุกคนที่อาศัยอยู่ในกระท่อม ใครที่คิดแบบนี้ถือเป็นความเข้าใจผิดที่ร้ายแรงมาก เพราะการก่อสร้างเมืองใหญ่ในทวีปแอฟริกามีความแตกต่างจากมหานครอื่นๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

ที่นั่นมีอาคารอพาร์ตเมนต์ ตึกระฟ้า และศูนย์ธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้แอฟริกันก้าวหน้าขึ้นมาก ส่วนคนที่อาศัยในกระท่อมมีอยู่ก็จริง แต่มีอยู่น้อยมาก

 

 

ความเชื่อที่ 10 มีการพูดภาษาแอฟริกันในแอฟริกา

ภาษาแอฟริกันนั้นไม่ได้ถูกใช้เป็นหลัก ยิ่งกว่านั้นภาษาท้องถิ่นของที่นี่กำลังค่อยๆ หายไป เนื่องจากในช่วงที่มีการล่าอาณานิคม ที่นี่ได้มีการซึมซับภาษาของชาวยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และโปรตุเกส

 

ทั้งนี้ภาษาเหล่านี้ยังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่มีโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ตเข้ามา ดังนั้นในทวีปแอฟริกาจึงมีภาษาที่แตกต่างกันนับร้อยภาษา เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักภาษาศาสตร์เลยก็ว่าได้ เพราะแค่รัฐในนามิเบียก็มีมากกว่า 20 ภาษาแล้ว

 

 

ความเชื่อที่ 11 แอฟริกามีแต่ความขัดแย้งทางการเมือง

ในภาพยนตร์อเมริกันมักจะแสดงให้เห็นถึงสงครามท้องถิ่นหรือการปะทะกันทางการเมืองของประเทศในแอฟริกา ซึ่งแม้ว่าในช่วง 90 ปีที่ผ่านมาทวีปแอฟริกาเกิดความขัดแย้งในท้องถิ่น และสงคราม 12 ครั้ง และอาจจะมีสงครามมากกว่าสองครั้งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

 

แต่สงครามเหล่านี้เป็นผลมาจากยุคอาณานิคมเมื่อชายแดนของประเทศถูกจัดตั้งขึ้นบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของชาวอาณานิคม แต่ในปัจจุบันมีการกำหนดอาณาเขตของประเทศอย่างชัดเจน และสงครามที่อยู่นอกพรมแดนได้สิ้นสุดลงไปแล้ว

 

 

ความเชื่อที่่ 12 การขาดแคลนอาหารในแอฟริกา

ภาพถ่ายและภาพยนตร์จำนวนมากมักจะแสดงให้เห็นถึงคนที่หิวโหยในแอฟริกา จนทำให้เราคิดว่าปัญหานี้พบได้ทั่วไปในแอฟริกา

 

ความจริงคือ การขาดแคลนอาหารเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่ในทุกประเทศ เพราะประมาณ 1 ใน 4 ของดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลกอยู่ในทวีปแอฟริกา และไม่ใช่พื้นที่ทั้งหมดที่ใช้สำหรับการเกษตร

ในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้นไม่มีปัญหาเกี่ยวกับอาหาร และสำหรับในแอฟริกาใต้กับอียิปต์แล้ว การมีร้านอย่าง McDonald ถือเป็นเรื่องธรรมดา

 

 

ความเชื่อที่ 13 คนขาวในแอฟริกาจะถูกเกลียดชัง

ความเชื่อนี้เกิดขึ้นหลังจากยุคของการเป็นทาสและการล่าอาณานิคม เมื่อแอฟริกาเป็นอิสระ พวกเขาได้ขับไล่คนยุโรปออกไป และฟื้นคืนอำนาจอธิปไตยของตนเอง

การแบ่งแยกคนขาวกับคนผิวสียังมีให้เห็นจนปัจจุบันนี้ แต่การที่คนผิวขาวอาศัยในแอฟริกาถือเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่ประชากรท้องถิ่นและไม่ใช่ประเด็นที่เป็นสาเหตุของการรุกราน

 

 

ในประเทศที่มีการพัฒนาการท่องเที่ยว ชาวบ้านมักจะให้การต้อนรับนักเดินทางที่มาท่องเที่ยวทุกเชื้อชาติและดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น คุณจำเป็นต้องจำกัดตัวเองให้อยู่ในโซนท่องเที่ยวและไม่ควรกระตุ้นให้ประชากรในท้องถิ่นให้เกิดความโกรธ เหมือนที่คุณควรทำในละตินอเมริกาหรือเม็กซิโก

 

ความเชื่อที่ 14 แอฟริกาปกครองด้วยระบอบเผด็จการ

ผู้คนมักจะเชื่อว่าประเทศในทวีปแอฟริการปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ความจริงคือ ในแอฟริกาประกอบด้วยระบอบการเมืองที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น กานาและเซเนกัล เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย

แน่นอนว่า เราไม่สามารถเปรียบเทียบแอฟริกากับนโยบายแบบเปิดของยุโรปได้ แต่การที่คิดว่าทั้งทวีปอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการนั้นถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง

 

ความเชื่อที่ 15 ไม่มีน้ำดื่มในแอฟริกา

ปัญหาของการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดในแอฟริกามีอยู่จริงและเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทั้งทวีป เพราะในพื้นที่ท่องเที่ยวจะไม่มีปัญหาในการซื้อน้ำสะอาดและเครื่องดื่มทั่วไปที่เป็นที่นิยม เช่น Coca-Cola สามารถพบได้แม้ในหมู่บ้านห่างไกล

 

ความเชื่อที่ 16 คุณไม่สามารถขออาศัยโดยสารรถคนอื่นได้ในแอฟริกา

การเดินทางในยุโรปหรืออเมริกามักจะเกิดขึ้นในรูปแบบที่คนโบกรถ แต่เชื่อกันว่าคุณไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันนี้ได้ในแอฟริกา

 

ความจริงคือการโบกรถในแผ่นดินใหญ่นั้นง่ายกว่าการไปโบกในประเทศกำลังพัฒนา ที่สำคัญคือนักเดินทางมักตั้งเงื่อนไขกับคนขับเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องเสียค่ารถ

 

 

ความเชื่อที่ 17 แอฟริกามีความล้าหลัง

ในเรื่องความล้าหลังของแอฟริกามักจะมีการพูดเกินจริงไปมาก เพราะทุกวันนี้แทบจะเป็นเรื่องปกติที่คนแอฟริการใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อกับผู้คนต่างทวีป

 

ทิศทางการท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้น ขณะเดียวกัน Couchsurfing หรือการขอพักบ้านคนแปลกหน้าก็ยังไม่หายไปจากแอฟริกา

ยิ่งไปกว่านั้นชาวแอฟริกันมักจะมีอัธยาศัยดีกว่าชาวยุโรปและมีการตอบสนองเชิงบวกมากกว่าด้วย คุณอาจไม่ได้รับบริการด้วยห้องดีลักซ์ แต่รับรองว่าคุณจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นแน่นอน

 

 

ที่มา brightside

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...