เชื่อว่าในปัจจุบันหลายๆ คนคงจะทราบกันแล้วว่าโรคซึมเศร้านั้นส่งผลต่อมนุษย์มากมายกว่าที่เราเคยคิดกันในอดีต มันไม่ใช่เรื่องของคนที่อ่อนแอหรือท้อแท้ แต่อาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับสารเคมีในสมองและทำให้คนคนหนึ่งสามารถฆ่าตัวตายได้ไม่ยาก หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ

แต่เชื่อหรือไม่ว่าโรคซึมเศร้านั้นอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับโอกาสที่คนเราจะเป็นโรคเส้นเลือดในสมองด้วย

 

 

นี่เป็นผลการศึกษาที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2019 โดยทีมแพทย์จากภาควิชาประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยไมอามีมิลเลอร์ หลังจากที่พวกเขาใช้เวลาถึง 14 ปีในการติดตามอาสาสมัคร 1,100 คน (ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 70 ปี) ในเมืองนิวยอร์ก

ผลที่ออกมาคือในช่วงเวลา 14 ปีนั้น มีอาสาสมัครประมาณ 100 รายที่มีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร แต่หากนำข้อมูลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลสุขภาพจิตของอาสาสมัครแล้ว ทีมแพทย์ก็พบกับตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ ชุดหนึ่งเข้า

 

สำนักแพทย์ของมหาวิทยาลัยไมอามีมิลเลอร์

 

นั่นเพราะเมื่ออ้างอิงจากข้อมูลทางสถิติแล้ว ทีมแพทย์ก็พบว่าอาสาสมัครที่มีอาการของโรคซึมเศร้าในระดับสูงนั้นมีโอกาสป่วยเป็น หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic stroke) สูงกว่าคนทั่วไปถึง 75% เลย

โดยจากที่ระบุไว้ในรายงาน มีอาสาสมัครที่ถูกระบุว่ามีอาการของโรคซึมเศร้าในระดับสูงถึง 11% ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมากกว่าตัวเลขรวมกันของอาสาสมัครที่ไม่มีอาการโรคซึมเศร้า หรือมีอาการในระดับต่ำรวมกันซึ่งอยู่ที่ 7% เสียอีก

จริงอยู่ว่าผลการทดลองที่ออกมานี้ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองขั้นต้นเท่านั้น แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก็ทำให้ Dr. Marialaura เจ้าของรายงานออกมาบอกเลยว่าการค้นพบนี้อาจจะทำให้ความสำคัญของการรักษาโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจากที่เคยมากเลยก็ได้

 

 

นั่นเพราะตัวเลขที่ออกมานี้ยังคงสูงอย่างน่ากลัวอยู่แม้ว่าจะมีการคำนวณโดยคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ อย่าง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ไปด้วยแล้ว

อย่างไรก็ตามรายงานฉบับนี้เองเพียงแต่ระบุไว้ซึ่งความเกี่ยวข้องทางสถิติของโรคซึมเศร้ากับอาการหลอดเลือดสมองเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าโรคซึมเศร้าทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองโดยตรงแต่อย่างใด

 

 

ในปัจจุบันรายงานฉบับนี้มีกำหนดการที่จะถูกนำเสนอต่องานประชุมประจำปีของสถาบันประสาทวิทยาอเมริกันในช่วงเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2019 ที่จะถึงนี้ และจะมีการจัดตีพิมพ์เป็นรูปเล่มต่อไป

 

ที่มา livescienceeurekalert และ healio

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...