การทำศัลกรรมในสมัยนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะว่าเป็นวิธีที่ช่วยเปลี่ยนแปลงหน้าตาของเราให้ดูดีขึ้นมากในช่วงระยะเวลาสั้นๆ มีคนไปทำศัลกรรมกันมากมายจนการศัลกรรมนั้นกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

ชายคนหนึ่งก็มีความฝันอยากจะทำศัลกรรมให้ตัวเองหน้าตาดูดีขึ้นเช่นกัน เขาจึงได้ทำศัลยกรรมเปลี่ยนใบหน้าจนมีหน้าตาเป็นที่พึงพอใจ แต่สังคมรอบข้างของเขาคงจะไม่เห็นด้วยที่เขาไปทำศัลกรรมมา

 

ภาพของ Amirul Rizwan Musa ก่อนและหลังทำศัลยกรรม

 

Amirul Rizwan Musa หรือที่เป็นที่รู้จักกันในโลกออนไลน์ในนามว่า Miyyo Rizone เป็นชายหนุ่มอายุ 21 ปี สัญชาติมาเลเซีย เขาทำธุรกิจค้าขายเครื่องสำอางออนไลน์ และมีฐานลูกค้าเยอะ จึงนับว่ามีเงินมากในระดับหนึ่ง

เขาจึงตัดสินใจนำเงินจำนวนหนึ่งไปทำศัลกรรม ตามแบบที่เขาอยากทำมาตั้งนานแล้ว พอทำศัลกรรมสำเร็จเขาเลยโพสต์รูปหน้าตาใหม่ของเขา ให้ผู้ติดตามได้ดูสักหน่อย แต่กลับมีชาวเน็ตมากมายเข้าไปคอมเมนต์ในแง่ลบต่อหน้าตาใหม่ของเขา

 

 

โดยคอมเมนต์ส่วนใหญ่นั้นวิจารณ์ว่าหน้าใหม่ของเขาดูเหมือนกับตัวการ์ตูนที่หลุดออกมาจากจอยังไงยังงั้นเลย และมีข่าวแว่วมาว่าเขาใช้เงินถึงประมาณ 200,000 ริงกิต คิดเป็นเงินไทยกว่า 1.5 ล้านบาทไปกับการเปลี่ยนลุคใหม่ ซึ่งคนส่วนใหญ่น่าจะไม่ชอบในส่วนนี้ จึงต่อต้านที่เขาทำศัลยกรรมมา

ส่วน Amirul นั้นออกเปิดเผยว่า ที่หน้าตาของเขาออกมาเป็นแบบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความชื่นชอบในแอนิเมะญี่ปุ่นของเขา แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เขาอยากทำศัลกรรมเพราะต้องการลบรอยแผลเป็นที่ดูน่าเกลียดต่างหาก

เมื่อตอนอายุ 16 ปีเขาป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส ทำให้เกิดแผลเป็นตามหน้าและตัวของเขา ส่งผลให้เขาสูญเสียความมั่นใจในหน้าตาของตัวเอง เขาจึงได้ทำศัลกรรมตามตัวละครในอนิเมะที่ชอบ เพื่อเรียกความมั่นใจของตนเองกลับมา

 

 

เขาไม่เพียงโดนโจมตีด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น หลังจากศัลกรรมแล้ว เขาพบว่ากลุ่มลูกค้าบางส่วนของเขาเลิกอุดหนุนเขาไปเลย หรือที่ร้ายกว่านั้น คนที่เจอกันในชีวิตจริงยังต่อว่าเขาเรื่องทำศัลกรรมอีกด้วย

Amirul จึงออกมาขอร้องชาวเน็ตและคนในสังคม ให้หยุดต่อว่าเขาโดยไม่มีเหตุผลชัดเจนเสียที เพราะว่ามันทำให้เขารู้สึกเครียดและท้อแท้มาก และยังมีรายได้ลดลงจากลูกค้าที่หายไปด้วย

 

 

เขาอยากให้คนในสังคมยอมรับในสิ่งที่เขาต้องการเป็น เหมือนกับที่พ่อแม่ของเขายอมรับเขา “แม้แต่คนบางคนในครอบครัวผม รวมไปถึงญาติๆ ก็ยังวิจารณ์ผมด้วยเลย แต่ยังดีที่พ่อแม่ของผมยอมรับและเข้าใจผมดี”

 

 

ที่มา: odditycentral

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...