ปัจจุบันการคลอดบุตรของคุณแม่นั้น มีหลากหลายทางเลือกเพื่อให้เหมาะสมกับคุณแม่แต่ละคน แต่ก็มักจะกลายมาเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า การคลอดบุตรแบบธรรมชาตินั้นดีกว่าการคลอดแบบผ่าตัดหรือไม่ และควรจะอยู่ที่จุดใดระหว่างความปลอดภัยของคุณแม่หรือความพึงพอใจของคนอื่น…

และเรื่องโศกนาฏกรรมเรื่องนี้ เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลในเมืองหยูหลิน มณฑลซานซี ประเทศจีน เมื่อหญิงตั้งครรภ์แซ่หม่า วัย 26 ปี ได้เข้ารับการตรวจที่แผนกสูติกรรม หลังจากที่เธอตั้งครรภ์มาแล้ว 41 สัปดาห์

หลังจากทำการตรวจแล้ว แพทย์ได้ลงความเห็นว่าเธอจะต้องได้รับทำคลอดด้วยการผ่าตัด เนื่องจากศีรษะของทารกมีขนาดใหญ่เกินไป ซึ่งถ้าหากว่าคลอดด้วยวิธีธรรมชาตินั้น ก็อาจจะเป็นอันตรายทั้งแม่และเด็กด้วย

 

 

แต่ทว่าทางครอบครัวของนางหม่า ยืนกรานปฏิเสธที่จะไม่ให้ผ่าคลอด เนื่องจากในประเทศจีนมีกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า ก่อนผ่าตัดทำคลอดนั้นจะต้องได้รับการเซ็นยินยอมจากสมาชิกในครอบครัวเสียก่อน

ซึ่งตัวเธอก็ได้ขอร้องให้ทางครอบครัวเซ็นยินยอมหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธและสั่งย้ำให้เธอต้องคลอดด้วยวิธีธรรมชาติเท่านั้น

จากการถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แม้เธอจะพยายามบอกกับครอบครัวว่าเธอรู้สึกเจ็บปวดมากจนแทบรับไม่ไหว แต่ครอบครัวของเธอก็ยังคงยืนกรานเช่นเดิมไม่ยอมอ่อนข้อใดๆ

 

ด้วยความผิดหวังและเสียใจ เธอจึงตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้น 5 ของโรงพยาบาลพร้อมกับทารกในครรภ์….

 

เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นข่าวดังในประเทศจีนทันที หลายคนได้แสดงความโกรธและเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงค่านิยมดั้งเดิมกับการคลอดโดยวิธีธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

อีกทั้งในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการทำคลอดด้วยวิธีผ่าตัด ที่ไม่จำเป็นจะต้องขอความเห็นใดๆ นอกเสียจากผู้เป็นแม่ที่จะทำคลอดเท่านั้น รวมไปถึงการมองผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องมือในการผลิตเด็กทารกด้วย

ในขณะที่ชาวเน็ตจีนหลายราย ก็ได้เรียกร้องให้ทางครอบครัวออกมารับผิดชอบเกี่ยวกับกรณีนี้ และร่วมกันเรียกร้องให้มีการลงโทษตามกฎหมาย หลังจากที่ครอบครัวคือสาเหตุที่ทำให้หญิงคนดังกล่าวก่อเหตุอันน่าสลดใจนี้

ที่มา shanghaiist

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...