คลิปเหตุการณ์สุดระทึก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปในบ้านเพื่อช่วยเหลือเด็กวัย 2 ขวบที่ป่วยไข้ขึ้นสูง 40 องศาเซลเซียส จากพ่อแม่ที่เชื่อลัทธิต่อต้านการฉีดวัคซีน และไม่ยอมพาลูกไปหาหมอเพื่อทำการรักษา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในรัฐแอริโซนา มีรายงานว่าเด็กชายคนหนึ่งที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พาตัวไปส่งโรงพยาบาลพร้อมกับมีอาการป่วย อุณหภูมิในร่างกายสูงถึง 40.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในขั้นที่อันตรายเป็นอย่างมาก

 

เด็กชายวัย 2 ขวบ

 

เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นก็คือแม่ของเด็กพาตัวเด็กชายไปหาหมอธรรมชาติบำบัดจากการป่วยเป็นไข้สูง และคุณหมอก็แนะนำให้คุณแม่พาเด็กชายไปหาหมอที่โรงพยาบาลเด็ก Cardon

โดยกำชับว่าให้ตรงไปที่เข้าห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน แต่กลับกลายเป็นว่าคุณแม่ไม่สนใจและพาเด็กกลับบ้านที่อยู่ในเมืองแชนด์เลอร์

เมื่อคุณหมอธรรมชาติบำบัดก็โทรติดต่อไปยังโรงพยาบาลและทราบว่าแม่เด็กไม่ยอมพาเด็กไปหาหมอที่โรงพยาบาล ก็เลยตัดสินใจโทรแจ้งไปยังสำนักงานสาธารณสุขของแอริโซนา เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

จากนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็แจ้งไปยังสถานีตำรวจเมืองแชนด์เลอร์ เมื่อรับเรื่องไว้แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รีบติดต่อไปหาพ่อของเด็ก ก็คือนาย Brooks Bryce เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ แต่ปรากฎว่าพ่อของเด็กไม่ยอมรับสาย

 

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เลยส่งกำลังไปยังบ้านของเด็กชายราวๆ 22.24 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งพ่อแม่เด็กไม่ยอมให้เข้าบ้าน ขณะเดียวกันก็มีเสียงไอของเด็กชายไอค่อกแค่กอยู่ในบ้าน และมีเสียงคนอื่นๆ อยู่ในบ้านอีก

เจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขประสานงานไปยังศาลเพื่อขอคำอนุญาตขอดูแลเด็กชั่วคราว ในเงื่อนไขว่า “มีความไปได้ที่เด็กได้รับการคุกคามถึงชีวิตจากความเจ็บป่วย”

 

 

เมื่อได้รับการยืนยันแล้วว่าได้รับหมายดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้กำลังบุกเข้าไปในบ้าน และพบว่ามีเด็กที่ป่วยอยู่ในบ้านถึง 3 คนด้วยกัน!! ก่อนที่จะนำตัวเด็กทั้ง 3 คนส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

 

ลองไปชมเหตุการณ์ตอนบุกเข้าไปช่วยเหลือแบบเต็มๆ ที่ข้างล่างนี้ได้เลยจ้า…

 

 

ในวันดังกล่าวพ่อแม่เด็กยังไม่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับดำเนินคดี แต่หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สอบสวนก็จะทำการพิจารณาและตั้งข้อหาเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมในภายหลัง

ขณะนี้เด็กๆ ทั้งสามคนได้รับการรักษาอย่างปลอดภัยแล้ว และตอนนี้ก็ไปอาศัยอยู่กับคุณปู่คุณย่าของตัวเอง โดยที่ฝ่ายคุณปู่คุณย่าก็ยินดีที่จะดูแลต่อไป

 

ที่มา : abcnews, dailymail

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...