Stanley Hollar ชายที่เป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน เขาอ้วนชนิดที่ว่าเขาอาจจะไม่รอดถึงวันเกิดปีหน้าได้หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เนื่องจากเขามีภาวะเจ็บป่วยและข้อจำกัดทางการรักษามากมายรวมอยู่ในความอ้วนของเขา ทุกอย่างจึงพากันย่ำแย่ลง

ขณะที่ชีวิตของเขากำลังมองเห็นจุดจบ ก็กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง เมื่อปี 2015 เขาเริ่มรู้ตัวว่าเขาต้องทำอะไรบางอย่างกับน้ำหนักตัวของเขา

 

 

ย้อนกลับไปสมัยที่เขายังเป็นเด็กซึ่งแน่นอนว่า ไม่เคยมีช่วงไหนที่เขาผอมเลย สมัยที่เขาเป็นเด็กอนุบาล เขามีน้ำหนักถึง 45 กิโลกรัม Stanley กล่าวว่า “สมาชิกในครอบครัวส่วนมากก็ตัวใหญ่เหมือนผม การที่ผมมีน้ำหนักเกินนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก และผมก็ไม่รู้สึกอะไรกับมันด้วย”

แต่ถึงกระนั้น ญาติของเขาก็เริ่มมองเห็นว่าการมีน้ำหนักเกินของ Stanley เริ่มไม่ปกติ “ครอบครัวผมเองก็เริ่มพูดบางอย่างเกี่ยวกับน้ำหนักของผม แต่ก็แค่คำพูด ผมชินชากับเสียงหนวกหูเหล่านั้นเสียแล้ว” Stanley กล่าว

ปัญหาของเขายิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เมื่อในปี 1996 Stanley ได้รับความบาดเจ็บสาหัสส่งผลให้เขาต้องตัดขาทิ้ง และต้องใช้เวลาเกือบ 20 ปี กว่าที่เขาจะรู้ตัวว่า เขาควรรักตัวเองได้แล้ว เพราะครั้งหนึ่งที่เขาไปหาแพทย์ แพทย์บอกกับเขาว่า เขาอาจจะไม่รอดชีวิตถึงวันเกิดปีหน้า

 

 

คำพูดนี้ไม่ใช่แค่เสียงหนวกหู มันเป็นสิ่งเขาไม่สามารถมองข้ามได้ Stanley รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเอง ในเวลานั้น เขามีน้ำหนักตัวถึง 307 กิโลกรัม

เขากล่าวว่า “หลังจากพบแพทย์ เขาต้องลดน้ำหนักเพื่อที่จะได้สามารถเขารับการผ่าตัดโรคอ้วนได้ ผมออกกำลังกายโดยการใช้จักรยานมือ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ร่างกายผมทำได้ ผมเปิดเพลงคันทรีไปด้วยและก็ปั่นจักรยานมือไปด้วย เวลาผ่านไป น้ำหนักผมลดลง 31 กิโลกรัม จากนั้นผมก็เข้ารับการผ่าตัดโรคอ้วน”

 

 

Stanley ยังต่อสู้ต่อไป เขาสมัครเป็นสมาชิกยิมที่ชื่อว่า Anytime Fitness เพื่อออกกำลังกายภายใต้การดูแลของเทรนเนอร์นามว่า DDoug Sparks และด้วยความพยายามของเขา ท้ายที่สุดเขาก็ลดน้ำหนักของเขาได้ถึง 203 กิโลกรัม

“ผมรู้สึกมหัศจรรย์มากเมื่อมองไปยังกระบวนการลดน้ำหนัก บางเวลาผมมองเห็นคนรูปร่างดีคนหนึ่งซ่อนอยู่ภายในตัวผม และคนๆ นั้นก็กำลังจากปรากฏตัวขึ้นเร็วๆ นี้” Stanley กล่าว

 

 

ปัจจุบัน Stanley อายุ 42 ปี ก็มีชีวิตใหม่ที่ถูกลิขิตให้มีชีวิตที่ยืนยาวกับสุขภาพที่ดี ซึ่งเขาก็ได้กลายเป็นกำลังใจให้ใครหลายคนหันมาดูแลสุขภาพของตนเอง

 

ที่มา: Inspiremore

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...