คดีปริศนาในออสเตรเลีย เมื่อชาวออสซี่พบ “เข็ม” ถูกซ่อนอยู่ในสตรอว์เบอร์รี่หลายยี่ห้อ

ผลไม้เป็นหนึ่งในอาหารที่มนุษย์สามารถรับประทานได้ โดยที่มีให้เลือกรับประทานหลายชนิดตามความชอบของแต่ละคน

แต่จะเป็นอย่างล่ะหากทานผลไม้ที่ชอบอยู่แล้วเจอ “เข็ม” ซ่อนอยู่ในนั้น เหมือนกับในช่วงที่ผ่านมาตามร้านขายผลไม้ต่างๆ ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้เกิดคดีปริศนาขึ้น เมื่อมีคนพบเข็ม อยู่ในเนื้อของสตรอว์เบอร์รีหลายๆ ลูก

 

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลีย โดยที่มีลูกค้าคนหนึ่งซื้อสตรอว์เบอร์รีแล้วต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากทานสตรอว์เบอร์รีลงไปและพบว่ามีเหล็กแหลมซ่อนอยู่ในนั้น ก่อนที่จะมีคนอื่นๆ พบเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันตามมาภายหลัง

สตรอว์เบอร์รีหลายๆ แบรนด์ต้องเรียกเก็บผลิตภัณฑ์คืน รวมถึงร้านขายของจากนิวซีแลนด์ถึงขั้นสั่งห้ามขายสตรอว์เบอร์รีที่มาจากออสเตรเลียในทันที

 

 

โดยที่ความน่ากลัวของคดีนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ผลไม้ชนิดเดียว เพราะล่าสุดมีการจับกุมหญิงชราวัย 62 ปี ขณะกำลังแอบนำเข็มใส่เข้าไปในกล้วย (เจ้าหน้าที่คาดว่าหญิงชราคนนี้เป็นพวกที่ทำพฤติกรรมเลียนแบบหรือที่เรียกกันว่า Copycat)

 

 

Neil Handasyde ประธานสมาคมผู้ปลูกสตรอว์เบอร์รีได้กล่าวว่า “ในฐานะผู้ปลูก เราแน่ใจเลยว่าเข็มพวกนี้ไม่ได้มาจากฟาร์มอย่างแน่นอน พวกเราพยายามที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจเวลาที่พวกเขาซื้อ ว่าสตรอว์เบอร์จะไม่กลายเป็นอย่างอื่นที่นอกเหนือกว่าสตรอว์เบอร์รี่ที่พวกเขาสามารถทานได้อย่างปลอดภัย

รวมถึง Handasyde ยังกล่าวอีกว่าพวกเขาได้ทำการติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะมูลค่าสูงถึง 471,000 บาทไว้ในฟาร์มเพาะพันธุ์สตรอว์เบอร์รีแต่ละฟาร์มด้วย

 

 

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อผู้บริโภคเพียงเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบรวมไปถึงผู้ผลิตและร้านค้าผลไม้เกือบทั้งหมดอีกด้วย โดยอย่างที่บอกไปว่าประเทศอื่นๆ ถึงขั้นสั่งห้ามไม่ให้ขายสตรอว์เบอร์รี่ที่มีจากออสเตรเลีย รวมถึงราคาสตรอว์เบอร์รีในประเทศออสเตรเลียยังลดลงอย่างกะทันหันอีกด้วย

 

 

Ian Stewart เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งรัฐควีนส์แลนด์ ได้รายงานว่า ตอนนี้ทางตำรวจกำลังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเหล่าผลไม้ที่มีเข็มแหลมซ่อนอยู่

ทางรัฐควีนส์แลนด์จึงได้ทำการตั้งข้อเสนอมูลค่ากว่า 2.3 ล้านบาทให้แก่คนที่สามารถแจ้งเบาะแสเพื่อนำไปสู่การจับกุมคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้ได้

 

ที่มา Ladbible, The Guardian, BBC, Dailymail

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....