ในช่วงที่มีการขุดพบโลงศพหินสีดำ มีคนมากมายที่ออกมาบอกว่าการเปิดโลงหินออกอาจจะนำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคร้ายก็เป็นได้ ซึ่งนับว่าโชคดีมากที่การค้นพบในครั้งนั้นจบลงด้วยดีและไม่มีใครติดเชื้ออะไรไป (ถึงจะมีคนอยากดื่มน้ำจากในโลงศพก็ตาม)

แต่นั่นไม่ใช่สำหรับการค้นพบครั้งล่าสุดนี้ เพราะจากคำบอกเล่าของทีมนักวิจัย ใครก็ตามที่ทานเข้าสิ่งที่ถูกค้นพบเขาไป จะต้องล้มป่วยอย่างแน่นอน!!

 

 

นี่เป็นการค้นพบไหดินเหนียวที่บรรจุชีสเอาไว้ ในหลุมฝังศพของ Ptahmes เจ้าหน้าที่ระดับสูงในสมัยของฟาโรห์เซติที่ 1 และฟาโรห์รามเสสที่ 2 โดยหลุมฝังศพแห่งนี้สร้างขึ้นมาแล้วเป็นเวลาราว 13 ศตวรรษก่อนคริสตกาล ซึ่งนั่นหมายความว่าชีสที่มีการค้นพบมีอายุมากถึง 3,300 ปีนั่นเอง

จริงอยู่ว่ามีความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ค้นพบอาจจะเป็นเพียงนมที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานจนแข็งตัว แต่จากการวิเคราะห์ของทางนักวิทยาศาสตร์แล้ว เจ้าชีสอันนี้แข็งตัวมาตั้งแต่ถูกฝังแล้ว ว่าง่ายๆ ว่าเป็นชีสจริงๆ ไม่ใช่เพียงนมเน่านั่นเอง ทำให้การค้นพบในครั้งนี้กลายเป็นการค้นพบชีสที่เก่าแก่ที่สุดในโลกไปโดยปริยาย

 

 

อย่างไรก็ตามใครที่คิดอยากจะลิ้มลองเจ้าชีสอายุ 3,300 ปีชิ้นนี้ก็คงต้องเสียใจกันไปตามๆ กันเนื่องจากเจ้าชีสตัวนี้มีแบคทีเรียที่ชื่อ Brucella Melitensis อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการมีไข้รุนแรง คลื่นไส้อาเจียน และอาการอื่นๆ เกี่ยวกับโรคระบบทางเดินอาหารได้

 

ภาพเชื้อ Brucella Melitensis

 

และถึงชีสจะทานไม่ได้แล้ว แต่การที่มีแบคทีเรีย Brucella Melitensis อาศัยอยู่ในชีสที่พบก็แสดงเป็นหลักฐานอย่างดีที่แสดงให้เราเห็นว่าเจ้าเชื้อโรคตัวนี้มีมาตั้งแต่โบราณแล้วนั่นเอง ไม่แน่นะว่าโรคที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนกับปัจจุบัน อาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากอย่างที่เราคิดก็เป็นได้

 

เอาเป็นว่าอย่าไปลงชื่อขอกินชีสอันนี้ก็แล้วกัน

 

ที่มา livescienceabc

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...