ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเขตเมือง Fairfax รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เคยเกิดเรื่องครั้งหนึ่งว่า “คุณแม่วัย 29 ปีได้ฉีดเลือดของตัวเองเข้าไปในปากและจมูกของลูกชายพิการวัย 5 ขวบ”

คุณแม่คนนี้ถูกกล้องวงจรปิดของทางโรงพยาบาลบันทึกไว้ได้เมื่อวันที่ 25 เมษายนปี 2018 เมื่อราวๆ เวลาประมาณสิบโมงเช้าของวันนั้น

 

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพของ Elizabeth Malone คุณแม่วัย 29 ปี

 

Elizabeth คุณแม่ชาวอเมริกันคนนี้ยอมรับว่าเธอทำแบบนั้นก็เพื่อหวังให้ทางพยาบาลและทีมแพทย์จะช่วยใส่ใจลูกพิการของเธอมากกว่านี้

เธอให้เหตุผลอีกว่าทางแพทย์และพยาบาลไม่สามารถช่วยเหลืออะไรลูกของเธอได้มากเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลูกชายของเธอพูดคุยโต้ตอบไม่ได้ ทำให้การติดตามผลและอาการเป็นไปอย่างยากลำบาก

 

Elizabeth Malone

 

หลังเกิดเรื่องดังกล่าว Elizabeth ถูกศาลฟ้องร้องและการต่อสู้ภายในศาลนั้น ฝ่ายอัยการได้กล่าวว่าการที่เธอฉีดเลือดเข้าปากและจมูกของลูก ส่งผลทำให้เด็กชายมีอาการติดเชื้อและเป็นไข้สูง

โดยเมื่อเดือนเมษายนปี 2018 ที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลได้เก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระบอกฉีดยาที่ Elizabeth เก็บไว้ในแขนเสื้อและคราบเลือดที่เปื้อนทิชชูในห้องน้ำ เพื่อใช้เป็นหลักฐานต่อศาล

 

หลักฐานที่ทางโรงพยาบาลเก็บไว้สำหรับพิจารณาบนชั้นศาล

 

อีกทั้งก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทางโรงพยาบาลได้โทรแจ้งไปยังองค์กรพิทักษ์เด็ก เนื่องจากพวกเขาสังเกตและกังวลว่าคนเป็นแม่นั้นจะพยายามทำร้ายลูกของตนเอง

โดยตลอดสองเดือนก่อนหน้านั้น เด็กชายเคยเข้าโรงพยาบาลมาเพราะเขามีเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุถึง 7 ครั้งด้วยกัน ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นผลมาจากการใช้ความรุนแรงของคนในครอบครัว

 

กระบอกฉีดยาที่เธอฉีดใส่ลูกชายพิการ

 

อย่างไรก็ตามจากการสอบสวนเธอได้กล่าวว่าเธอพยายามให้ลูกชายของเธอติดเชื้อจริงๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเหล่าบุคลากรในโรงพยาบาลตามเหตุผลข้างต้น

เธอได้กล่าวว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจทำร้ายลูกฉัน ฉันรู้ว่าฉันทำผิด ฉันรู้ว่าฉันผิด ได้โปรดลงโทษฉันเถอะแต่ขอให้ได้เห็นหน้าลูกอีกครั้งเท่านั้น”

แม้จะได้รับอาการติดเชื้อดังกล่าว แต่จากการรายงานล่าสุด (16 มีนาคม 2019) เด็กชายคนนั้นก็มีอาการดีขึ้นและสามารถกลับไปเรียนตามปกติได้แล้ว

 

ทางด้าน Elizabeth ก็ได้ถูกศาลสั่งจำคุกในเดือนกรกฎาคม ปี 2019 นี้ในข้อหาทารุณกรรมเด็ก

 

ที่มา: mirrornhs

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...