ในความคิดของคุณ ความเห็นอกเห็นใจ เป็นสิ่งที่หัวหน้างานและลูกน้องควรมีให้กันหรือไม่?

 

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2018 ที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องราวแสนดราม่าขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งนามว่า Crystal Reynolds Fisher โพสต์เล่าเรื่องราวสุดเลวร้ายของเธอลงบนเฟซบุ๊ก

เธอโพสต์เล่าว่า “ลูกชายของฉันป่วยและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ฉันเลยบอกหัวหน้า 48 ชั่วโมงก่อนฉันจะเข้าไปทำงาน บอกว่าฉันจะไม่สามารถเข้ามาทำงานได้จนกว่าลูกชายของฉันจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่แล้วดูหัวหน้าตอบฉันมาสิ”

 

Crystal Reynolds Fisher และลูกชายวัย 18 ปีของเธอ ที่ปัจจุบันกำลังป่วยหนักอยู่

 

เมื่อเธอขออนุญาตลางานกับหัวหน้าของเธอไปเนื่องด้วยอาการป่วยของลูกชาย เรามาดูกันดีกว่าว่า “หัวหน้างาน” ของเธอ ตอบเธอว่าอะไรบ้าง…

 

Crystal: สวัสดี Dawn ฉัน Crystal เองนะ

ฉันอยากจะบอกว่าลูกชายของฉันต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ หากเขายังไม่มีอาการที่ดีขึ้น ฉันคงไปทำงานไม่ได้ ฉันจะรีบบอกคุณทันทีหากเขามีอาการดีขึ้น ฉันจะได้ไปทำงานได้อย่างไม่ขัดข้อง

 

Dawn: นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราทำกันนะ Crystal ฉันจะถือว่าเธอลาออกก็แล้วกัน

Crystal: แล้วสิ่งที่เราทำกันคืออะไรล่ะ ยามที่ลูกของฉันป่วยรุนแรงแบบนี้? ฉันยังไม่ได้บอกว่าจะลาออก ถ้าคุณพูดแบบนี้ฉันจะถือว่าคุณไล่ฉันออก โอเคไหม?

 

Dawn: ก็ถ้าเธอมาทำงานไม่ได้ก็แปลว่าเธอลาออกไงล่ะ

Crystal: ไม่ใช่แบบนั้นเลย ที่ฉันไปทำงานไม่ได้ก็เพราะลูกของฉันต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ฉันบอกไปแล้วไง

 

Dawn: ฉันไม่สนเธอแล้วล่ะ ฉันว่าฉันใจดีมากแล้วที่ยอมให้เธอเลื่อนตารางงานต่างๆ นานา

ไม่มีเหตุผลเลยที่เธอจะมาทำงานไม่ได้ และฉันก็จะไม่ทนกับเรื่องดราม่าอีกแล้ว จบการสนทนาเพียงแค่นี้ ถ้าเธอไม่มาทำงานพรุ่งนี้ ฉันจะถือว่าเธอลาออก

 

Crystal: เป็นคุณจะมาทำงานได้เหรอถ้าลูกของคุณต้องการการดูแลไม่ให้เสียชีวิตน่ะ?

ฉันสับสนมากเลยที่คุณคาดหวังให้ฉันไปทำงานทั้งๆ ที่ฉันมีปัญหาแบบนี้

 

Dawn: แน่นอนฉันทำงานได้สิ เพราะฉันมีหลายสิ่งต้องจ่าย มีงานรัดตัว

เราไม่สามารถมาๆ หยุดๆ ได้ตามใจชอบหรอกนะสำหรับที่นี่ ฉันมีงานต้องทำพรุ่งนี้รวมไปถึงวันจันทร์ ส่วนลูกชายของเธอน่ะโอเคแล้วเขาไม่เป็นอะไรหรอก ส่วนฉันก็มีงานรออยู่ ฉันมุ่งตรงนั้นมากกว่า

 

หวังว่าท่านผู้อ่านก็คงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ Crystal จะต้องได้รับแล้วใช่ไหมล่ะ? งั้นเราลองมาดูตัวอย่างความเห็นชาวเน็ตที่รับรู้เรื่องราวนี้กันหน่อยดีกว่าว่า พวกเขาคิดอย่างไรกันบ้าง…

 

Karen Elliott: “ฉันไม่รู้จักคุณหรอกนะ แต่ฉันก็ขอให้ลูกชายคุณหายเร็วๆ ด้วยความรักจากฉันและครอบครัวจาก แบล็กพูล ประเทศอังกฤษส่งไปยังคุณและครอบครัว”

 

Kimberly McCoy Gilliam: “ขณะที่ฉันนั่งอ่านอยู่นี้ ฉันรู้สึกอยากร้องไห้เลยเมื่อคิดว่าคนเรามองว่างานสำคัญกว่าชีวิตของลูก อย่างไรก็ตามเราจะอวยพรให้คุณและลูกชายนะ”

 

Brandy Jones Allen: “จะดีใจมากเลยหากผู้จัดการคนนี้ถูกไล่ออก นี่มันเป็นเรื่องบ้าบอมากๆ คิดว่าผู้จัดการคนนี้ก็แค่ไม่อยากมาทำงานแทนคุณเท่านั้นแหละ”

 

Amy Elizabeth Dillman: “ฉันเป็นผู้จัดการ บางครั้งฉันทำงานเป็น 2 หรือ 3 เท่าเมื่อลูกจ้างของฉันมีปัญหาฉุกเฉินในครอบครัว เรื่องนี้คือการแสดงออกถึงความไร้มนุษยธรรมแสนน่ารังเกียจ”

 

Sharron Lorainne: “เผยชื่อเธอประจานให้เธออับอายเสียเถอะ แล้วฟ้องเอาความไปเลย เป็นห่วงคุณนะ ขอให้ลูกชายคุณหายเร็วๆ ปล. เก็บแชทนั้นไว้ให้ดีๆ ล่ะ”

 

Tiffani Darden: “อวยพรให้ครอบครัวของคุณด้วยนะ งานก็เป็นแค่งาน บางอย่างเสียไปคุณหามาทดแทนได้ แต่ลูกของคุณคุณควรรักษาเขาไว้ เพราะเป็นสิ่งที่คุณจะเสียไปไม่ได้”

 

งานนี่เรียกได้ว่าชาวเน็ตต่างพากันเป็นห่วง Crystal พร้อมตำหนิหัวหน้างานของเธอ แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง?

 

ที่มา: Crystal Reynolds Fisher via boredpanda

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...