เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2018 สำนักข่าว Dailymail ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับอดีตนางแบบสาวชาวรัสเซียที่ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หลังจากที่เธอต้องตกเป็นทาสเซ็กส์ของนักธุรกิจมานานกว่า 7 ปี

หญิงสาวคนนี้ชื่อว่า Natasha Serebriy อายุ 25 ปี เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอว่า เธอเคยเป็นนางแบบตอนอายุ 18 ปี และได้พบกับนักธุรกิจที่รู้จักกันในชื่อ  Vyacheslav R. และเธอกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ลักพาตัวเธอ

 

.

 

เธอบอกอีกว่าเขาพาเธอไปซ่อนตัวและข่มขู่สารพัด ทั้งห้ามติดต่อกับญาติและเพื่อน ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว และต่อมาไม่นานเขาก็เริ่มกดดันและข่มขืนเธอ อีกทั้งยังบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดของเธอทั้งหมด

 

 

จนกระทั่งเธอตั้งครรภ์ได้ 6 เดือนเขาก็พาตัวเธอไปที่ตุรกีและซ่อนตัวเธอไว้ ขังเธอไว้ใช้งานราวกับทาสทั้งทำความสะอาด ทำอาหาร ดูแลปรนนิบัติ และเป็นทาสเซ็กส์ของเขา

จนกระทั่งเธอคลอดลูกสาวที่ชื่อว่า Eva เขาก็เริ่มทุบตีเธอบ่อยขึ้น แต่เธอคิดว่าตัวเองเริ่มหลงรักเขาและหวังว่าถ้าเธอมีลูกจะช่วยทำให้เขากลับกลายเป็นคนดี ทุกๆ ครั้งที่เขาออกไปข้างนอกก็มักจะขังเธอไว้ ยึดเอกสารประจำตัวทั้งหมด ถ้าหากต้องออกไปข้างนอกด้วยกันก็ต้องจับมือไว้ตลอดเวลา

 

 

นอกจากนี้เขาก็ยังห้ามเธอใช้ยาคุมกำเนิดแต่ก็ข่มขืนเธอทุกวันจนมีลูกคนที่ 2 ที่ชื่อว่า Lisa ซึ่งตอนนี้ลูกสาวของเธอทั้งสองอายุ 5 ขวบและ 2 ขวบ

ลูกชายของภรรยาเก่าของนักธุรกิจคนนี้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจตุรกีทำให้เธอต้องถูกเนรเทศไปอยูที่ยูเครนและเขาก็ต้องออกจากตุรกีไป แต่เหมือนเวรกรรมยังไม่จบสิ้น เขาติดตามเธอไปและพาเธอกลับไปขังที่บ้านในประเทศรัสเซียอีกครั้ง

 

 

ช่วง 3 เดือนก่อนที่เธอจะถูกช่วยเหลือ เธอมีอาการป่วยนั่นก็คือ อ่อนเพลียง่ายและมีเลือดไหล เธอจึงขอให้เขาไปส่งที่โรงพยาบาล แต่เขาบอกว่าต้องให้ลูกไว้เป็นตัวประกัน

พอถึงโรงพยาบาลเธอก็เข้ารับการรักษาตัวและขอความช่วยเหลือกับพยาบาล จึงได้ช่วยกันวางแผนให้เขาพาลูกมาเยี่ยมแล้วให้เขานำผลเลือดของภรรยาไปให้อีกแผนกในโรงพยาบาล

 

 

อดีตนางแบบสาวและลูกถูกช่วยเหลือให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยทันที ในการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่าเธอซี่โครงหัก นิ้วมือหัก บาดเจ็บที่ศีรษะ ทวารหนักฉีกขาด และมีน้ำหนักเพียง 38 กิโลกรัมเท่านั้น

โชคดีที่เธอและลูกสาวถูกช่วยเหลือออกมาได้ ส่วนนักธุรกิจรายนั้นก็ต้องถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีต่อไป

 

ที่มา dailymail

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...