เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของ ‘Moana’ แท้จริงแล้วเธอคือใครกันแน่?? มาขุดประวัติเธอกันเถอะ

หลังจากที่ #เหมียวฝึกหัด ได้ทำลายความฝันวัยเด็กของคนจำนวนไม่น้อยกับทฤษฎีเกี่ยวกับเจ้าหญิงแต่ละคนที่อาจมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ในเนื้อเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสโนวไวท์(อ่านที่นี่) ราพันเซล(อ่านที่นี่) หรือโฉมงามกับเจ้าชายอสูร(อ่านที่นี่) ในครั้งนี้เราจึงจะมาพูดถึงทฤษฎีในเรื่องดีๆ บ้าง (ก็ได้) ซึ่งเรื่องที่หยิบมานั้นก็คืออนิเมชันเรื่อง Moana นั่นเอง

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องราวของโมอาน่าแห่งเกาะโมทูนุยที่ถูกมหาสมุทรเลือกให้เป็นผู้กอบกู้ธรรมชาติโดยการนำหัวใจของเทพเทฟิติไปคืนดังเดิม ซึ่งในตอนแรกนั้นมนุษย์ครึ่งเทพ “มาวอิ” ได้ขโมยมามอบให้เป็นของขวัญแก่มนุษย์ แต่ในระหว่างทางกลับนั้นมาวอิถูกโจมตีโดยปีศาจลาวา “เทคา” ทำให้หัวใจของเทฟิติและตะขอวิเศษของเขาหายไป

 

 

สำหรับคนที่เคยอ่านเรื่องเก่าๆ ก็คงมองว่า #เหมียวฝึกหัด ผู้นี้คงจะหาเรื่องอะไรร้ายๆ มาป้ายสีโมอาน่าสุดที่รักของประชาชนจนได้ เอ๊ะ!? แท้ที่จริงแล้วโมอาน่าเป็นพี่น้องกับหมูรึเปล่านะ? หรือว่าโมอาน่าเป็นผีกันแน่? ใครจะไปรู้ (แอบยิ้มในใจ)

 

 

แต่ว่าทฤษฎีที่กล่าวว่าโมอาน่านั้นตายแล้วก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน เนื่องจากในเรื่องพวกเราก็ได้เห็นหลายๆ ฉากที่บ่งบอกว่าเธอนั้นไม่ใช่คนเป็นๆ แน่ๆ อย่างเช่นฉากที่เธอกระโดดตามมาวอิลงไปใน Lalotai ดินแดนที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด ซึ่งความสูงขนาดนั้นกับแรงตึงผิวก็คงทำให้เธอไม่รอดแน่ๆ หากกระโดดลงมาด้วยความสูงมากจะทำให้ผิวน้ำแทบไม่ต่างอะไรกับพื้นคอนกรีตเลยทีเดียว แถมมาวอิยังพูดในเชิงตลกอีกด้วยว่าเธอนั้นคงตายไปแล้วแน่ๆ

สำหรับมาวอิแล้วการที่เขาไม่เป็นอะไรจากการกระโดดลงมาด้วยความสูงขนาดนั้นก็เป็นเพราะว่าเขาเป็นมนุษย์ครึ่งเทพ คงเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์ปกติ จากการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Lalotai ก็พบว่ามันเป็นสถานที่สำหรับวิญญาณบรรพบุรุษหรือคนที่ตายไปแล้วนั่นเอง

 

 

จากการสัมภาษณ์ Ron Clements และ John Musker ผู้กำกับของเรื่องในคลิปวีดีโอเบื้องหลังของอนิเมชัน ก็ยังกล่าวถึงว่า Lalotai นั้นเป็นโลกแห่งความตาย

แต่เราต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ บางทีมนุษย์อาจจะเผลอหลุดเข้าไปก็ได้นะ ก็เลยต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าโลกแห่งความตายของชาวพอลินีเชียนั้นมีชื่อเรียกว่า Pulotu และอ้างอิงจากหนังสือของ William Mariner นักเขียนชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ที่เกาะ Tonga ก็พบว่า Pulotu นั้นจะไม่สามารถมองเห็นและเข้าถึงได้โดยมนุษย์ปกติทั่วไป

 

 

ในฉากหนึ่งเราก็เห็นว่าเจ้าปูยักษ์ ทามาทัว ที่จับตัวโมอาน่าได้ก็ยังสับสนว่าเธอสามารถลงมายัง Lalotai ได้อย่างไร นอกจากนั้นก็ยังเห็นว่าโมอาน่านั้นยังสามารถพูดคุยกับวิญญาณย่าของเธอที่เสียชีวิตไปแล้วได้ด้วย

และฉากที่ชัดเจนที่สุดก็คือฉากที่โมอาน่าพยายามพายเรือออกนอกแนวปะการังครั้งแรกและล่มอย่างไม่เป็นท่า การที่เท้าของเธอติดอยู่กับปะการังใต้น้ำเป็นเวลานานพอสมควรและโดนเรือที่ทำจากไม้ชิ้นโตกระแทกเข้าที่หัวก็คงไม่ดีต่อสุขภาพเธอแน่ๆ ฉากต่อมาที่เธอขึ้นมาจากน้ำก็พบว่าเธอแทบไม่มีแผลอะไรเลย หรือว่านั่นคือวิญญาณของเธอที่หลุดออกมาจากร่าง??

 

 

บางที #เหมียวฝึกหัด ก็อยากคิดนะว่าโมอาน่านั้นตายไปแล้วจริงๆ แต่พอดูหลักฐานอื่นๆ แล้วมันดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก เพราะเธอสามารถพูดคุยสื่อสารกับคนอื่นๆ บนเกาะได้ปกติ แถมยังทำพิธีรับเลือกเป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไปอีกต่างหาก จะให้เป็นวิญญาณก็คงยาก

แต่การที่โมอาน่าสามารถเดินทางไปยัง Lalotai ได้นั้นไม่ได้หมายความว่าเธอนั้นตายไปแล้ว แต่เธอกลับเป็นอย่างอื่นที่เราไม่คาดคิด นั่นก็คือ เธอเป็นลูกครึ่งเทพเหมือนกับมาวอินั่นเอง!!

 

 

อย่างแรกเลยก็คือความสัมพันธ์ระหว่างโมอาน่ากับมหาสมุทรที่เราได้เห็นในหลายๆ ฉาก หลักงจากที่เธอเกือบจมน้ำตายหลังจากที่ล่องเรือครั้งแรก เธอก็แทบไม่เป็นอะไรอีกเลย ทุกครั้งที่มาวอิโยนเธอลงจากเรือ มหาสมุทรก็โยนเธอกลับมาบนเรืออีกรอบ และตอนที่เธอขอให้มหาสมุทรพาไปหามาวอิ เธอก็พบกับพายุ แต่ก็เป็นพายุที่พัดเธอไปยังเกาะที่มาวอิติดอยู่

และฉากที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือตอนจบของเรื่องที่โมอาน่าสั่งให้ทะเลแหวกทางให้เธอเดินไปหาเทคาได้ จากตำนานเทพเจ้าของชาวพอลินีเชียก็มีเรื่องราวของเทพผู้หนึ่งในร่างมนุษย์ที่สามารถแหวกน้ำทะเลให้เป็นทางได้ และอีกหลักฐานที่สำคัญก็คือชื่อของโมอาน่า ที่แปลว่ามหาสมุทรหรือทะเลลึกในบางภาษา

 

 

แต่ปัญหาก็คือมนุษย์ครึ่งเทพนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้หากไม่มีพ่อหรือแม่ที่เป็นเทพ ซึ่ง ทูอิและซีนา พ่อแม่ของโมอาน่าทั้งคู่ต่างก็เป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ว่าตระกูลของเธออาจมีเบื้องหลังมากกว่านั้นก็เป็นได้

เริ่มต้นที่ทาล่า ย่าของเธอซึ่งอาจไม่ใช่มนุษย์ปกติ ซึ่งทาล่าเป็นชื่อของเทพแห่งดวงดาวในตำนานเทพเจ้าของชาวตากาล็อก ในฉากหนึ่งของเรื่องเราก็ได้เห็นว่าย่าของเธอนั้นใช้ดวงดาวในการชี้ทางไปหามาวอินั่นเอง

 

 

และแม่ของเธอที่มีชื่อว่า ซีนา (ไม่ใช่นักมวยปล้ำจอห์น ซีนา) เป็นชื่อของหญิงสาวที่มีชื่อเสียงในตำนานเทพเจ้าของชาวพอลินีเชียที่ได้มีปลาไหลมาจีบ จึงได้ไปฟ้องกับสามี หลังจากนั้นสามีของซีนาก็ได้ฆ่าเจ้าปลาไหลตัวนั้นและฝังลงในพื้นดินและเกิดเป็นต้นมะพร้าวขึ้นมา คุ้นๆ ใช่ไหม?

 

เพราะว่านั่นเป็นเรื่องที่มาวอิเล่าให้โมอาน่าฟังผ่านเพลงที่มีชื่อว่า ไม่ต้องห่วง นั่นเอง

 

และสามีของซีน่ามีชื่อว่ามาวอิ และไม่ใช่แค่ใครบางคนที่บังเอิญมีชื่อว่ามาวอิ แต่เป็นมาวอิที่เป็นลูกครึ่งเทพจอมป่วน จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับทูอิที่ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของโมอาน่า ซึ่งเขาเป็นคนที่สั่งห้ามไม่ให้เธอออกนอกแนวปะการัง แต่เมื่อแม่ของเธอรู้ว่าเธอจะแอบล่องเรือออกไปด้วยตัวเองกลับไม่พูดอะไรสักคำ แถมยังช่วยเธอเก็บของอีกด้วย

 

 

ทำให้หลายๆ อย่างนั้นฟังดูสมเหตุสมผลมากขึ้น เมื่อซีนาส่งโมอาน่าซึ่งเป็นลูกครึ่งเทพไปทำภารกิจอันตรายเพื่อกอบกู้ธรรมชาติ และตามหาพ่อที่แท้จริงของเธอนั่นเอง

ถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลในตำนานใดๆ ที่กล่าวว่าโมอาน่าเป็นลูกของมาวอิและซีนาก็ตาม แต่ก็พบกับความจริงสุดช็อกอีกอย่างก็คือ หนึ่งในลูกๆ ของมาวอิและซีนานั้นมีชื่อว่า คามาพัวอะ ที่ในตำนานกล่าวว่ามีลักษณะเหมือนกับหมู ซึ่งฟังดูคล้ายกับหมูของโมอาน่าที่มีชื่อว่า พัว

 

 

ทีนี้ก็หายสงสัยเลยล่ะสิว่าทำไมคนทั้งเกาะถึงไม่จับเจ้าหมูพัวที่เป็นเพื่อนเล่นของโมอาน่าเป็นอาหารหากทั้งเกาะไม่สามารถเพาะปลูกต้นไม้หรือทำการเกษตรได้ ก็เพราะว่าหมูตัวนั้นเป็นพี่ชายของโมอาน่านั่นเอง!!! (ทำหน้าตกใจ)

 

แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่การวิเคราะห์จากตำนานต่างๆ ซึ่งทางผู้กำกับไม่ได้มีการคอนเฟิร์มใดๆ ทั้งสิ้นว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ การ์ตูนดิสนีย์เรื่องที่ #เหมียวฝึกหัด จะหยิบมาปู้ยี่ปู้ยำต่อไปนั้นจะเป็นเรื่องไหน ก็คงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา Thefilmtheorists

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....