เราคงจะเคยเห็นในหนังไซไฟหลายๆ เรื่อง ที่ตัวละครมีการฝังชิปหรือวัตถุอิเล็กทรอนิกส์ลงในร่างกาย เพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งแนวคิดที่ว่านั้นเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากความเป็นจริงพอสมควรเมื่อครั้งอดีต แต่ในปัจจุบันมันสามารถทำได้จริงแล้ว

เว็บไซต์ Businessinsider ได้รายงานว่าในขณะนี้มีชาวสวีเดนนับพันคน ได้ทำการฝังไมโครชิปขนาดเท่าเมล็ดข้าว ลงในใต้ผิวหนังของพวกเขา เพื่อใช้มันแทนเงินสด บัตรเครดิต ตั๋วเดินทาง กุญแจเข้าออกตามที่ต่างๆ หรือแม้แต่ข้อมูลบัตรประชาชนก็สามารถใส่เข้าไปในไมโครชิปที่ว่านี้ได้ด้วย

 

 

ไมโครชิป

ตามรายงานบอกว่าเทคโนโลยีนี้เริ่มมีการพัฒนาครั้งแรกเมื่อปี 2015 และเริ่มมีการนำไปทดลองใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้คนมากถึง 3,000 คนที่ยอมฝังชิปที่ว่านี้ลงในผิวหนัง เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน

Ulrika Celsing หญิงสาวชาวสวีเดนวัย 28 ปี หนึ่งในคนที่ฝังไมโครชิปนี้ลงในมือเล่าว่าเธอรู้สึกสะดวกมากขึ้น มันสามารถใช้แทนบัตรสมาชิกยิมหรือใช้เปิดปิดออฟฟิศได้

 

Ulrika Celsing ผู้ทดลองฝังชิปลงในมือของเธอ

 

เจ็บเหมือนมดกัดนิดเดียว?

ขั้นตอนการฝังชิปลงในผิวหนังนั้น จะให้ความรู้สึกเจ็บเหมือนเจาะหู หรือโดนแมลงต่อย จากนั้นจึงใช้เข็มฉีดเอาไมโครชิปเข้าไปยังบริเวณข้อมือ

Ulrika Celsing เผยกับสื่ออย่าง AFP ว่าขั้นตอนในการทำนั้นทำให้รู้สึกเหมือนกับโดนแมลงต่อยเท่านั้น

แต่ใช่ว่ามันจะไม่มีผลข้างเคียงอะไรเลย Ben Libberton นักชีวเคมีที่ทำงานอยู่ในแล็บทางตอนใต้ของสวีเดนกล่าวว่า บางครั้งการฝังชิปก็อาจทำให้เกิดอาหารติดเชื้อได้ในบางราย หรือมีปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกายได้บ้าง

 

 

การเพิ่มขึ้นของ Biohacking

ในตอนนี้ Biohacking (การปรับเปลี่ยนร่างกายโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย) เริ่มได้รับความสนใจจากผู้คนมากขึ้นๆ

ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 4 ปีก่อน ได้มีกลุ่มชาวสวีเดนที่ใช้ชื่อว่า Bionyfiken ให้ความสนใจใน Biohacking จึงได้จัดตั้งกลุ่มแล้วฝังชิปในร่างกาย และตอนนี้กลุ่มแบบนี้ก็เริ่มเกิดขึ้นในสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเม็กซิโก

Hannes Sjöblad ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Bionyfiken กล่าวว่า “ร่างกายมนุษย์จะกลายเป็นอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง การเชื่อมต่อกับร่างกายได้กลายเป็นปรากฏการณ์ไปแล้ว และการฝังชิปก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้นเอง”

มีรายงานว่ามีลูกจ้างราวๆ 50 คน ที่ทำงานในบริษัทตู้ขายของอัตโนมัติในรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐฯ อาสาที่จะฝังชิปลงในข้อมือ เพื่อทดลองซื้อขนมจากตู้ เปิดระบบคอมพิวเตอร์ หรือใช้เครื่องถ่ายเอกสาร

 

Hannes Sjöblad ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Bionyfiken

 

คนไม่อยากใช้ก็มี

ดูเหมือนว่าชาวสวีเดนจะเป็นชาติที่ให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้เป็นพิเศษกว่าประเทศอื่นๆ แต่ก็ยังมีคนที่ไม่เชื่อมั่นในการฝังชิปอยู่เนื่องจากพวกเขาคิดว่ามันยังไม่สามารถอำนวยความสะดวกได้มากพอ

Ben Libberton นักชีวเคมียังบอกอีกว่าข้อมูลที่ใส่ลงไปในไมโครชิปนั้นดูจะทำให้ผู้คนหวาดกลัวว่ามันจะถูกแฮ็กหรือตรวจสอบได้ง่ายเกินไป แต่สำหรับผู้ใช้กลับมองว่าเทคโนโลยีนี้ยังพัฒนาไม่มากพอที่จะถูกแฮ็กได้ง่ายขนาดนั้น

 

 

เริ่มใช้จริง

เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนปี 2017 ที่ผ่านมา บริษัท SJ ผู้ให้บริการรถไฟในสวีเดน ได้ออกนโยบายให้ผู้โดยสารสามารถจ่ายเงินค่าโดยสารจากชิปดังกล่าวได้แล้ว โดยขณะที่รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีจะมีพนักงานเอามือถือมาสแกนที่ข้อมือข้อเรา เท่านี้ก็เป็นอันจบขั้นตอนการจ่ายเงิน

ในช่วงเดือนเมษายนปี 2017 มีรายงานจากเว็บไซต์ Dailymail บอกว่าบริษัทสตาร์ตอัปอย่าง Epicenter ได้เสนอให้พนักงานกว่า 150 คน ฝังชิปลงในข้อมือเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยรูปแบบต่างๆ เช่น เปิดประตู สั่งการเครื่องปรินต์ หรือใช้จ่ายเงินโดยการโบกข้อมือไปมาเท่านั้น ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีจากเหล่าพนักงาน

 

 

เรายังไม่รู้ว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นที่แพร่หลายเมื่อไหร่ และไทยเราจะได้เริ่มใช้มันบ้างไหม? เพราะเทคโนโลยีตัวนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากคนหลายๆ กลุ่ม เพราะมันอาจเป็นการก้าวข้ามเส้นศีลธรรมหรือจริยธรรมบางอย่าง เราคงต้องดูกันต่อไปว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างในอนาคต

ที่มา businessinsiderAJ+ , dailymail

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

เหมียวฟิ้น ผู้ชื่นชอบการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ดูได้ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกแนว ชอบอัพเดทตัวเองตลอดเวลา ติดโซเชียลเป็นที่สุด เข้านอนและตื่นมาพร้อมกับนิตยสารภาพยนตร์ที่วางไว้หัวเตียง ไม่ดุไม่กัดและขี้อ้อนเป็นที่สุด