ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เราอาจได้ยินคำพูดของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา Donald Trump ที่พูดเอาไว้ว่า “วิดีเกมส์คือสิ่งที่ส่งผลให้เกิดการกราดยิง” แต่ผลจากงานวิจัยชิ้นล่าสุดนั้นกลับให้ผลออกมาในทิศทางตรงกันข้าม

นี่คือการศึกษาของนักจิตวิทยา Patrick Markey เมื่อเขาพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุกราดยิงและวิดีโอเกมส์ จนกระทั่งพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ก่อเหตุนั้นไม่ได้มีความสนใจในเรื่องของวิดีโอเกมส์เลย

ผลลัพธ์ดังกล่าวเรียกว่าเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดและความเข้าใจของใครหลายๆ คนเป็นอย่างมาก Patrick บอกว่างานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านี้อาจมีข้อมูลที่ไม่เหมือนกับผลการศึกษาของเขา แต่ถึงอย่างนั้นข้อมูลดังกล่าวก็ไม่อาจบอกได้ว่าเกมส่งผลกับเรื่องนี้จริงๆ

 

 

ขณะเดียวกันก็ได้มีการพุ่งประเด็นไปที่เรื่องของบริษัทขายปืนในอเมริกาที่ชื่อว่า Remington ซึ่งมีการผลิตปืนตามต้นแบบจากเกมดังอย่าง Call of Duty ก่อนที่จะพยายามขายให้กับวัยรุ่นผู้ชาย จนพวกเขาถูกฟ้องร้องภายหลังเหตุกราดยิงในปี 2012 ที่มีเด็กเสียชีวิตไปมากถึง 26 คน ซึ่งพบว่าผู้ก่อเหตุใช้ปืนของผู้ผลิตรายนี้

ทนายความ Josh Koskoff อธิบายว่าการกระทำของบริษัทนี้ถือว่าเป็นการส่งเสริมและเพิ่มความเสี่ยงให้มีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นมาอีก

 

Adam Lanza ผู้ก่อเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนประถม เมื่อปี 2012

 

แน่นอนว่าการขายอาวุธที่ใช้ก่อเหตุให้กับคนร้ายถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด แต่หากเราลองมองกลับมาที่เรื่องของวิดีโอเกมส์ที่เกริ่นกันไว้ในตอนแรก การที่เราจะบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ส่งผลให้มีการก่อเหตุนั้นกลับไม่สามารถพูดได้เต็มปากเหมือนอย่างกรณีการขายปืน ยิ่งมีงานวิจัยชิ้นใหม่เข้ามาเสริมด้วยแล้ว

งานวิจัยและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ออกมาขัดกับความเข้าใจของเราหรือแม้แต่ประธานาธิบดีของสหรัฐเองก็ตาม และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ Patrick บอกว่างานวิจัยของเขานั้นยังบอกอีกว่า ยิ่งมีเกมรุนแรงถูกปล่อยออกมาเท่าไหร่ การก่ออาชญากรรมก็จะยิ่งลดลงไปมากเท่านั้นอีกต่างหาก

 

 

ความซับซ้อนในเรื่องสิ่งที่สร้างแรงจูงใจให้กับผู้ก่อเหตุยังคงต้องศึกษากันต่อไป โดยสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ในตอนนี้คือการเฝ้าระวังสิ่งต่างๆ รอบตัว และดูแลใส่ใจคนรอบข้างของตัวเองให้ดี เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอาชญากรรมให้มากที่สุด

 

ที่มา: cbsnews

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...