เมื่อพูดถึงการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ว่าใครก็คงคิดถึงการสังหารชาวยิวของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก่อนเป็นสิ่งแรกว่าแต่เชื่อหรือไม่ว่าที่ประเทศเยอรมนีเคยมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาก่อนหน้านั้นแล้ว

นี่คือการสังหารหมู่ของชาว Herero และ Nama ที่เริ่มต้นในช่วงปี 1904 และว่ากันว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 อีกด้วย

 

 

เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อชาว Herero และ Nama (ประเทศนามิเบียในปัจจุบัน) ก่อการกบฏต่ออาณานิคมเยอรมันหลังจากที่ถูกกดขี่มากว่า 2 ทศวรรษ ทำให้เกิดการต่อสู้ไปทั่วพื้นที่ และนำไปสู่สงครามในที่สุด

จริงอยู่ว่าทหารเยอรมันได้รับชัยชนะจากสงครามในครั้งนั้น แต่แทนที่เรื่องราวจะจบลงแค่นั้น ทางประเทศเยอรมนีกลับมองว่าชาว Herero และ Nama เป็นอันตรายและได้ตัดสินใจออกคำสั่งขุดรากถอนโคนชนชาติทั้งสองเสีย

 

ทหารเยอรมันในช่วงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

สามปีหลังจากนั้นทหารเยอรมันได้ทำทุกวิถีทางเพื่อจะล้างบางชาว Herero และ Nama ออกไปจากประเทศ ไม่ว่าจะด้วยการวางยาพิษบ่อน้ำ สังหารพลเรือน ปล่อยชาวบ้านไว้ในทะเลทราย หรือแม้กระทั่งสร้างค่ายกักกัน

แม้ไม่อาจทราบตัวเลขผู้เสียชีวิตจริงๆ ได้ แต่เชื่อกันว่าราวๆ 75% ของชาว Herero และราวๆ 50% ของชาว Nama เสียชีวิตไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีพวกเขาอีกจำนวนหนึ่งถูกส่งไปยังประเทศเยอรมนีเพื่อการทดลอง และแสดงให้โลกเห็นว่าชาวยุโรปเหนือกว่าชาวแอฟริกัน

 

 

กระดูกของพวกเขาถูกเก็บไว้ที่เยอรมนีมาตลอดตั้งแต่วันนั้น และนำมาซึ่งการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ในปี 1990 ระหว่างประเทศนามิเบีย และประเทศเยอรมนี ว่าใครกันแน่ที่ควรจะได้สิทธิการเก็บกระดูกของผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้เอาไว้

และนับว่าเป็นโชคดีของทางประเทศนามิเบียมาก เพราะเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2018 ที่ผ่านมาทางเยอรมนีก็ได้ออกมาประกาศว่า จะส่งคืนกระดูกของของชาว Herero และ Nama จำนวน 25 ร่างให้ประเทศนามิเบียภายในปีนี้

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าทางประเทศเยอรมนีจะไม่ได้มีการออกมาขอโทษกับสิ่งเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตแต่อย่างใด

 

 

“เราขอมากไปอย่างนั้นเหรอ?” Esther Utjiua Muinjangue ประธานมูลนิธิ Ovaherero Genocide กล่าว หลังจากที่ต่อสู้เรียกร้องคำขอโทษจากทางเยอรมนีมานาน “ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ”

 

ที่มา allthatsinterestingbbc

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...