ช่วงอายุ 20-30 ปี คงถือได้ว่าเป็นช่วงที่เราใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรียนหนังสือ เริ่มต้นงานที่ตนเองสนใจ ไต่เต้าตำแหน่งในสายงาน ออกไปท่องเที่ยวและใช้ชีวิต หรือสังสรรค์กับหมู่เพื่อน ซึ่งในวัยนี้เราจะทำอะไรก็ได้ที่ใจนึกเพราะคิดว่ายังมีเวลาอีกมากในชีวิต

แต่แท้จริงแล้ว การที่เราอายุยังน้อย ไม่ได้หมายความว่าเรายังเหลือเวลาในชีวิตอีกมาก มีคนหลายคนที่ต้องจากโลกนี้ไปทั้งที่อายุยังน้อยอยู่ Holly Butcher เองก็เป็นคนหนึ่งในนั้นเช่นกัน เธอจึงอยากบอกให้ทุกคนใช้ชีวิตให้คุ้มค่าไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไรก็ตาม

 

Holly Butcher

 

Butcher เป็นหญิงสาวที่อาศัยอยู่ในเมืองกราฟตัน รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เธอป่วยเป็นโรค Ewing’s sacroma ซึ่งเป็นมะเร็งกระดูกชนิดหนึ่งที่มักพบในคนอายุน้อย

เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ เธอก็เสียชีวิตไปด้วยวัยเพียง 27 ปีเท่านั้น ก่อนหน้าที่เธอจะเสียชีวิต เธอใช้เวลาหลายเดือนเพื่อนั่งทบทวนสิ่งต่างๆ ในชีวิต และเตรียมพร้อมรับความตายที่กำลังจะมาถึง

ในวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา เธอจึงได้เขียนบทเรียนในชีวิตที่เธอได้เรียนรู็ โพสต์ลงในเฟสบุ๊กของเธอ เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจให้หลายๆ คนได้นำไปปรับใช้กับชีวิตของตน จะได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ ในชีวิตมากขึ้น โดยมีใจความบางส่วนดังนี้

 

 

“ฉันอยากให้ทุกคนหยุดกังวลกับเรื่องยิบย่อยในชีวิต และคิดให้ได้ว่าเราทุกคนล้วนมีจุดจบเหมือนกันหมด ทุกคนจะได้ใช้เวลาทุกวินาทีอย่างมีค่า ถ้ามองข้ามเรื่องแย่ๆ ในชีวิตไป”

“ในเวลาที่คุณชอบบ่นถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้นึกถึงคนที่เจอปัญหาใหญ่ในชีวิตดู แล้วคุณจะรู้ว่าปัญหาของคุณมันยิบย่อยแค่ไหน การรับรู้ว่าปัญหาไหนทำให้คุณรู้สึกรำคาญใจเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าเก็บมันมาคิดมากแล้วทำให้คุณมองโลกในแง่ร้าย จนมันสร้างผลกระทบต่อคนรอบข้าง”

“ไม่ว่าคุณจะเจอรถติด นอนไม่หลับ หรือปัญหาเล็กๆ อะไรก็ตาม ปัญหาไหนปล่อยวางได้ก็ปล่อยมันไปซะเถอะ เพราะเมื่อถึงเวลาที่คุณใกล้จากโลกนี้ไป มันก็ไม่สำคัญอีกแล้ว ถึงตอนนั้นคุณจะคิดได้ว่าปัญหาเหล่านี้มันช่างไม่สำคัญเลยจริงๆ”

 

 

“ตอนที่ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย ฉันไม่อยากขออะไรมากหรอก เชื่อฉันเถอะว่าแค่ได้มีวันเกิด หรือวันคริสต์มาสอีกสักครั้ง แม้แต่วันอีกวันที่ฉันได้อยู่ร่วมกับครอบครัว คนรัก และเจ้าหมา มันก็มีค่าเกินจะบรรยายได้แล้ว”

“คนมักจะบ่นกันเสมอว่างานที่ทำมันแย่ หรือว่าการออกกำลังกายนั้นมันยาก แต่คุณควรจะดีใจที่คุณสามารถทำมันได้ งานและการออกกำลังกายอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องจุกจิก แต่ถ้าวันไหนร่างกายของคุณอ่อนแอจนทำอะไรไม่ไหวแล้ว คุณจะเห็นค่าของมันขึ้นมาทันที”

“สุขภาพดีไม่ได้วัดกันที่ร่างกายเท่านั้น อย่าลืมรักษาสุขภาพจิตของคุณด้วย ภาพชีวิตสุดเพอร์เฟกต์ที่โซเชียลมีเดียสร้างขึ้นมามันไร้สาระ คุณควรจะลบโพสต์หรือข่าวต่างๆ ที่เวลาคุณเห็นแล้วรู้สึกแย่กับชีวิตของตัวเอง ไม่ว่ามันจะเป็นโพสต์ของเพื่อนคุณหรือไม่ก็ตาม อย่าลังเลที่จะลบมันเพื่อสุขภาพจิตของคุณเอง”

 

 

“เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อคุณจะตายคุณก็จะรู้ว่าการออกไปซื้อชุดใหม่ๆ หรือสิ่งของหรูหราราคาแพงมันช่างไม่มีค่าอะไรกับชีวิตเราเลย แทนที่จะซื้อเสื้อใหม่ให้เพื่อน ลองพาพวกเขาไปเลี้ยงข้าวหรือทำกับข้าวให้เขากินดูสิ แล้วบอกพวกเขาด้วยว่าคุณรักพวกเขาแค่ไหน มันมีค่ากว่ากันเยอะ”

“จงเห็นค่าเวลาของคนอื่น อย่าปล่อยให้คนใกล้ตัวรอนานเพียงเพราะคุณไม่ค่อยรักษาเวลา ถ้าคุณคิดว่าเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับคนใกล้ตัวมีค่าล่ะก็ พยายามไปก่อนเวลานะ เพื่อนๆ จะได้ไม่เสียเวลานั่งรอคุณอยู่คนเดียว แล้วพวกเขาจะได้เคารพคุณที่คุณตรงเวลาด้วย”

นี่เป็นเพียงข้อความบางส่วนจากจดหมายของ Holly Butcher เท่านั้น หากเพื่อนๆ สนใจอยากอ่านฉบับเต็มสามารถอ่านได้ที่ โพสต์เฟสบุ๊กของเธอ

 

 

จดหมายของเธอได้ได้รับความสนใจจากชาวเน็ตมากมาย ไม่น่าเชื่อว่าโพสต์ของหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง ตอนนี้มีคนกดไลค์ไปกว่า 130,000 ครั้ง และมีคนแชร์โพสต์ไปมากกว่า 100,000 ครั้งแล้ว

นอกจากนี้จดหมายของเธอยังส่งไปถึงจิตใจของชาวเน็ตหลายคนอย่างทรงพลัง หลังจากพวกเขาอ่านข้อความของเธอแล้วก็ได้เปลี่ยนมุมมองของชีวิตไปเลย

 

ผมกำลังเดินทางไปทำงาน และคิดอยู่เลยว่าชีวิตช่างน่าเบื่อจริงๆ ที่ต้องไปทำงานแบบนี้ แต่พอผมได้อ่านจดหมายของเธอ น้ำตาผมก็ไหลออกมาเลย ผมเข้าใจแล้วว่าแค่มีชีวิตอยู่มันก็ดีมากแล้ว

 

ฉันต้องเปลี่ยนมุมมองชีวิตแล้วล่ะ แทนที่ฉันจะมานั่งกังวลเพราะต้องกลับไปทำงานหลังหยุดฤดูหนาว ฉันควรจะจัดการชีวิตให้ดี และมีความสุขที่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

 

เธอพูดถูกแล้ว สามีของฉันก็กำลังต่อสู้กับความตายอยู่เหมือนกัน มันทำให้ฉันรู้ว่าสิ่งอื่นใดในชีวิตมันไม่มีค่า ฉันยอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้อยู่กับสามี เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะคะ

 

 อย่างที่เธอว่า อย่าปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยมาทำลายความสุขในชีวิตของเรานะครับ

 

ที่มา: boredpanda

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...