หากเราอยากกินโน่นกินนี่มันก็คงไม่ยากที่เราจะขับรถไปกิน หรือถ้าไม่มีรถเราก็อาจนั่งรถประจำทางหรือโทรสั่งมากินได้ที่บ้าน แต่สำหรับเธอคนนี้นั้นมันเป็นสิ่งที่ยากเหลือเกินเมื่อมันอยู่ห่างออกไปไกลและเธอก็ไม่สามารถจะไปกินได้ด้วยตัวเอง

นี่คือเรื่องราวของหญิงสาวชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า Emily Pomeranz ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอ่อนพร้อมกับคำขอสุดท้ายของเธอที่จะได้กินมิลค์เชคจากร้านโปรดก่อนที่เธอจะจากไปอย่างน่าเศร้า

เธอนั้นเติบโตในเมือง Cleveland Heights รัฐโอไฮโอ ซึ่งที่นั่นมีร้านอาหารชื่อว่า Tommy’s ที่มีชื่อเสียงความอร่อยจากอาหารและมิลค์เชค นอกจากนั้นร้านนี้ยังเป็นร้านโปรดของเธออีกด้วย

 

 

Sam Klein เพื่อนของเธอได้เข้าไปเยี่ยมเธอที่สถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน และได้ถามว่าเธอต้องการอะไรบ้างไหม เขาจะได้ไปหามาให้

เธอได้ตอบกลับมาว่าเธอต้องการหมวกเบสบอล เขาจึงได้นำมาให้ในวันถัดมาและถามอีกว่า เธอยังต้องการอะไรอีกไหม เธอจึงตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ฉันหวังว่าฉันจะได้กินมอคค่ามิลค์เชคจากร้านโปรดอีกสักครั้ง”

อย่างที่รู้ว่าเธอคงไม่สามารถไปด้วยตนเองได้ ด้วยความเป็นเพื่อนจึงได้ตัดสินใจส่งอีเมล์ไปถามที่ร้านว่าจะมีทางไหนมั้ยที่จะทำให้เธอสมหวังด้วยระยะทางที่ไกลจากร้านถึง 600 กิโลเมตร มายังรัฐเวอร์จิเนีย ที่เธอพักอยู่

 

 

ไม่กี่วันผ่านไป Tommy Fello เจ้าของร้านก็ได้ติดต่อกลับมาว่า “ได้ เราจะหาทางให้เอง” จากการหาข้อมูลทางร้านจึงได้ส่งพัสดุที่บรรจุให้อย่างดีมาและเมื่อเปิดออกก็พบว่านั่นคือมิลค์เชคที่เธอต้องการนั่นเอง

มันเป็นสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะเธอที่รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และได้แบ่งกันกินกับครอบครัวของเธอ Sam ได้บอกอีกว่า เธอเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนที่เจอฟังในทุกๆ วัน สิ่งนั้นก็ทำให้ทุกคนยิ้มได้มากแล้ว

แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเมื่อเธอต้องจากไปเมื่ออาทิตย์ก่อน โดยทิ้งความทรงจำอันสวยงาม เสียงหัวเราะและความสุขไว้ให้กับเพื่อนๆ และครอบครัวของเธอ

“ถึงอย่างไร เธอก็ได้เติมเต็มความต้องการสุดท้ายที่จะได้กินมิลค์เชคจากร้านโปรด ต้องขอบคุณ Tommy เจ้าของร้านผู้มีความเอาใจใส่และจิตใจดีอย่างมากคนหนึ่ง” Sam กล่าว

 

ร้านอาหารที่ทำให้คำขอของเธอนั้นสมหวัง

 

อย่างไรก็ตามเราก็คงจะรอให้มาถึงวาระสุดท้ายอย่างเธอคนนี้ไม่ได้ ถ้าหากว่าเรายังมีเวลาอยู่ ก็อย่าลืมแบ่งให้กับการแสวงหาความสุขของตัวเองและอย่างลืมแบ่งความสุขนั้นให้คนอื่นด้วยนะ

 

ที่มา: mirror

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...