ปัญหาคนไร้บ้านหรือโฮมเลสในปัจจุบันถือเป็นปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างต้องประสบพบเจอ แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงคนไร้บ้าน เราก็คงนึกถึงการไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีปัจจัย 4 ที่เพียบพร้อมเหมือนคนทั่วไป

และเราคงไม่อยากให้คนในครอบครัวโดยเฉพาะพ่อหรือแม่ผู้ให้กำเนิดต้องทนอยู่ในสภาพโฮมเลสแบบนี้แน่

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2015 Diana Kim สาวนักถ่ายภาพซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 30 ปี ได้ออกมาเล่าเรื่องราวการพบพ่อแท้ๆ ของเธอในขณะที่เธอถ่ายภาพตามติดชีวิตชายไร้บ้านผ่านเลนส์กล้อง

 

 

เท้าความก่อนว่าช่างภาพสาวชาวเกาหลีชื่อ Diana Kim นั้นเกิดและโตที่เกาะ Maui รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ต่อมาพ่อและแม่ของเธอแยกทางกัน โดยพ่อของเธอในขณะนั้นมีสถานภาพเป็นบุคคลสูญหาย และเธอก็ถูกเลี้ยงดูโดยญาติและเพื่อนนับแต่นั้นมา

เธอรับรู้เรื่องราวของพ่อจากย่าของเธอหลังจากโตขึ้นเพียงแค่ว่าพ่อมีปัญหาสุขภาพจิต มันส่งผลกระทบให้เขาไม่ดูแลตัวเอง ไม่ยอมอาบน้ำและกินข้าว รวมถึงไม่เข้ารับการรักษา จนย่าเธอนั้นยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่

อย่างไรก็ตาม ความทรงจำดีๆ ระหว่างพ่อกับเธอยังคงชัดเจนเนื่องจากพ่อเป็นคนสอนเธอถ่ายรูป เธอยังจดจำได้อีกว่าพ่อชอบให้แหวนลูกอมกับเธอทุกครั้งที่แม่พาเธอไปเยี่ยมพ่อ

 

 

เธอชอบงอแงขอขนมจากพ่อ และพ่อจะแอบเอาขนมกัมมี่แบร์และแหวนลูกอมให้เธอเสมอ

จากความทรงจำในวัยเด็กของเธอกับพ่อและคำบอกเล่าจากย่า เธอได้นำสิ่งที่เธอชอบคือการถ่ายรูปมาทำเป็นโปรเจกต์ตามติดชีวิตคนไร้บ้านขณะที่กำลังเรียนในปี ค.ศ. 2003

และเธอยังถ่ายรูปโปรเจกต์นี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เธอได้พบกับพ่อที่แท้จริงในปี ค.ศ. 2012 ที่เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกาขณะกำลังถ่ายรูปสำหรับโปรเจกต์นี้

 

 

เธอยังจำความรู้สึกแรกที่เจอพ่อของเธอได้ดี เขาซูบผอม และไม่แม้แต่จะจำเธอได้ เธอรู้สึกเหมือน “โลกพังทลาย” ต่อหน้าต่อตาเธอ ณ ตรงนั้นเลยทีเดียว

ในขณะเดียวกัน ผู้คนแถวนั้นต่างบอกเธอว่าอย่ายุ่งกับเขาเลยเพราะเขาอยู่ในสภาพแบบนี้มานานแล้ว และมันกระทบความรู้สึกเธอมากจากที่เธอเล่าว่า “นั่นทำให้ฉันรู้สึกแทบบ้าที่ไม่มีใครสังเกตเลยว่าผู้ชายคนนี้เป็นพ่อของฉัน แต่แล้วฉันก็เข้าใจว่าความโกรธไม่สามารถเอาชนะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้ ฉันเลยตัดสินใจบอกกับพวกเขาว่า ‘ฉันจะพยายามกับเขาดูสักครั้ง’ “

และนั่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจหันกล้องตามติดชีวิตโฮมเลสคนนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของเธอผ่านเลนส์ที่คุ้นเคย

คิมเล่าว่า “ในตอนแรก การมองพ่อผ่านเลนส์กล้องคือกลไกการป้องกันตัวเองของฉัน ฉันรู้สึกแย่มากๆ ที่ต้องมาเห็นพ่อผู้ให้กำเนิดในสภาพแบบนี้”

 

 

“ฉันยังจำได้ดีว่าสัญชาตญาณช่างภาพในตัวมันทำให้ฉันก็ลั่นชัตเตอร์อย่างไม่ได้ตั้งใจในครั้งแรกที่ฉันเจอเขา ราวกับรู้ว่าฉันต้องเก็บสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนความจำว่าทุกอย่างได้เกิดขึ้นจริง”

“การตามติดชีวิตพ่อของฉันในแต่ละวันขณะที่เขาเป็นโฮมเลสนั้นไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้เลย บางวันฉันก็ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน แต่บางวันเขาก็โผล่มาในมุมที่คุ้นเคย”

 

 

นอกจากนี้ มันยังทำให้เธอได้รู้ความเป็นไปเกี่ยวกับเขาหลายอย่าง โดยเฉพาะอาการป่วยของเขานั่นคือโรคจิตเภท (Schizophrenia) และโรคหัวใจ

โดยในตอนแรก เขาไม่ตอบรับความช่วยเหลือจากคนอื่นรวมถึงคิมด้วย เขาปฏิเสธการบำบัด ไม่ยอมทานข้าว อาบน้ำ หรือแม้กระทั่งสวมเสื้อผ้าใหม่ๆ ซึ่งคิมก็ได้แต่ภาวนาขอให้เขายอมรับการรักษา และไม่ใช้ชีวิตลมหายใจสุดท้ายที่ข้างถนน

และในที่สุดก็เหมือนสวรรค์เป็นใจ วันหนึ่งขณะที่เขาใช้ชีวิตตามปกติ อาการโรคหัวใจของเขาก็กำเริบ พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบเรียกตำรวจและเขาก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์นั้นทำให้เขาได้เข้ารับการรักษาอาการป่วยทั้งหมดอย่างทันท่วงที

 

 

นับตั้งแต่นั้นมา เธอรับรู้ได้เลยว่าทุกวันและเวลาที่เธอได้อยู่กับพ่อคือของขวัญอันล้ำค่า

ถึงแม้ว่าเธอและพ่อจะไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงที่เธอกำลังเติบโต แต่เธอก็เลือกที่จะให้อภัยและดำเนินชีวิตต่อไป

 

 

ทุกวันนี้เธอและพ่อมีชีวิตที่สุขสบายดี พ่อของเธอได้รับการรักษา มีความหวัง ความฝัน และความมุ่งมั่นในชีวิตเหมือนคนทั่วไป

พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างที่คนเป็นพ่อและลูกสมควรจะได้รับ รวมถึงการแพลนกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เกาหลีด้วยเช่นกัน

 

 

คิมยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อีกว่า “การถ่ายภาพไม่ใช่แค่การลั่นชัตเตอร์ แต่มันคือหน้าต่างให้ออกไปพบเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ในโลกนี้ รวมถึงเป็นการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน”

การลั่นชัตเตอร์ไม่ได้หมายความถึงการบันทึกภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการบันทึกความรู้สึกของฉันในขณะถ่ายรูปนั้นๆ ด้วย ถ้าไม่มีกล้องถ่ายรูป ฉันคงไม่มีความกล้ามากพอจะเข้าใกล้พ่อของฉันแน่ๆ”

 

 

“ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ ทุกๆ วันคือโอกาสที่เราไม่ควรหมดหวัง ความล้มเหลวที่แท้จริงนั้นไม่มีหรอกหากเรายังไม่ยอมแพ้ และพ่อของฉันท่านไม่หมดหวัง และฉันจะไม่มีวันหมดหวังในตัวท่านเช่นกัน”

 

 

ที่มา: Boredpanda, NBCNews

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...