ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มในวันที่อากาศร้อนๆ หลายๆ คนก็คงจะนึกถึงน้ำหวานเย็นๆ รสชาติต่างๆ ที่ดื่มเข้าไปแล้วชื่นอกชื่นใจ แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำหวานเหล่านั้นถ้าดื่มในปริมาณมากๆ แล้วอาจจะส่งผลเสียให้กับร่างกายของเราได้

ที่ญี่ปุ่นมีการคิดค้นนวัตกรรมแห่งเครื่องดื่มยุคใหม่นั่นก็คือ “เครื่องดื่มไร้สี” ที่มองภายนอกแล้วก็เหมือนกับน้ำเปล่าทั่วๆ ไป แต่ว่ารสชาติของมันนั้นเหมือนกับน้ำหวานต่างๆ ที่เราชื่นชอบทั่วไป อาจจะเป็นรสน้ำผลไม้ หรือแม้กระทั่งชานม!!

 

 

มิติใหม่แห่งวงการเครื่องดื่มนี้ถูกคิดค้นโดยบริษัท Suntory ผู้ผลิตเครื่องดื่มยอดฮิตของญี่ปุ่น ซึ่งได้ผลิตเครื่องดื่มไร้สีรสชาติต่างๆ เพื่อหลีกหนีความซ้ำซากจำเจ

โดยเครื่องดื่มไร้สีที่ผลิตขึ้นมานั้นดูภายนอกก็เหมือนกับน้ำเปล่าทั่วไป แต่รสชาติและกลิ่นยังคงเดิม ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก

ซึ่งวัตถุประสงค์ที่ทางบริษัทผลิตเครื่องดื่มไร้สีนี้ขึ้นมาก็เพราะเห็นว่า ผู้คนทั่วไปนิยมดื่มน้ำหวานกันอย่างแพร่หลาย แต่น้ำหวานเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อีกทั้งมีการแต่งกลิ่นแต่งสี ซึ่งอาจเป็นสารตกค้างในร่างกาย แถมยังทำให้คนได้รับน้ำตาลในปริมาณที่สูงมากในแต่ละวัน

 

 

และอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เครื่องดื่มไร้สีนี้กลายเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของชาวญี่ปุ่นนั่นก็คือจำนวนแคลอรี่ที่ลดน้อยลงกว่าปกตินั่นเอง แถมยังหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

 

น้ำเปล่ารสชานมที่เพิ่งจะวางขายเมื่อไม่นานมานี้

 

บริษัท Suntory ผู้ผลิตเครื่องดื่มไร้สีได้ออกมากล่าวว่าในสังคมทั่วไปไม่ว่าจะที่ทำงานหรือโรงเรียนต่างๆ การนำเครื่องดื่ม เช่นน้ำผลไม้ ชา หรือกาแฟมาวางไว้บนโต๊ะ อาจจะถูกมองว่าไม่ใส่ใจสุขภาพ ทางบริษัทจึงคิดค้นเครื่องดื่มที่มีลักษณะภายนอกเหมือนน้ำเปล่าแต่รสชาติก็ยังคงเหมือนกับน้ำหวานขึ้นมา

แต่เครื่องดื่มไร้สีนี้ก็ถูกร้องเรียนจากผู้ปกครองของเด็กญี่ปุ่นหลายคนว่า เครื่องดื่มชนิดนี้ผลิตขึ้นมาแล้วทำให้ลูกหลานของเขาติดรสชาติน้ำหวาน แทนที่จะดื่มน้ำเปล่าแบบปกติ

 

 

ด้วยความที่เครื่องดื่มไร้สีนี้มันเหมือนกับน้ำเปล่ามากทำให้หลายๆ คนแยกไม่ออกว่ามันคือน้ำเปล่าจริงๆ หรือไม่ ทำให้เด็กๆ แอบซื้อเครื่องดื่มเหล่านี้ไปดื่มระหว่างวันที่โรงเรียน

เรียกว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียจริงๆ สำหรับเครื่องดื่มไร้สีเหล่านี้

แล้วเพื่อนๆ ล่ะคิดเห็นอย่างไรบ้าง ลองเสนอกันเข้ามาได้นะคะ

 

ที่มา en.rocketnews24

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...