ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 1940 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นพวกนาซีได้ทำการกวาดล้วงชาวยิวที่อาศัยอยู่ในแถบประเทศโปแลนด์และประเทศเยอรมันด้วย ทำให้โลกของเราต้องสูญเสียประชากรไปหลายแสนคนเลยทีเดียว นับเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง

ทว่าในเหตุการณ์ที่ดูสิ้นหวังนั้นก็ยังมีแสงสว่างส่องประกายเจิดจ้าอยู่ เขาคือ Janusz Korczak ผู้อุทิศชีวิตให้กับเด็กๆ  แม้ว่าเขาจะช่วยชีวิตเด็กจากการกวาดล้างของนาซีไม่ได้ แต่เขาก็ยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อให้เด็กเหล่านั้นรู้สึกสบายใจจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

 

Henry Goldszmit เกิดที่กรุงวอร์ซอว์ในสาธารณรัฐโปแลนด์ ตัวเขาเป็นชาวโปแลนด์ที่มีเชื้อสายชาวยิว แต่ว่าเป็นที่รู้จักมากกว่าในชื่อ Janusz Korczak เขาเป็นทั้งแพทย์ คุณครู นักเขียน และนายทหารอีกด้วย

แต่เขาโดดเด่นมากในฐานะนักกิจกรรมสังคม เนื่องจากเขาเป็นคนที่รักเด็กมากเขาจึงใช้เวลาส่วนมากในชีวิตอุทิศให้กับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอนหนังสือหรือการเรียกร้องสิทธิต่างๆ ให้กับเด็กด้วย

เขาเคยกล่าวว่า “พวกเด็กๆ เองก็มีสิทธิที่จะได้รับความเคารพและความอ่อนโยนจากผู้ใหญ่ เพราะพวกเขาเองก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับผู้ใหญ่อย่างเรา”

 

 

นอกจากนี้ในปี 1912 เขาก็ได้ร่วมก่อตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าในกรุงวอร์ซอวร์เพื่อช่วยเหลือเด็กชาวยิวที่ไม่มีที่พึ่งอีกด้วย เขาทั้งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งที่นี่และยังเป็นคนดูแลเด็กๆ เองอีกต่างหาก

ทว่าในปี 1939 บ้านเด็กกำพร้าชาวยิวของเขาก็ได้รับผลกระทบจากการกวาดล้างชาวยิวของนาซี โดยทหารได้สั่งให้เด็กที่อาศัยอยู่ที่นั่นทั้งหมดจำนวน 192 คนย้ายเข้าไปอยู่ในค่ายมรณะในเมือง Treblinka ประเทศเยอรมันด้วยอำนาจเผด็จการ

แม้ว่า Korczak จะไม่มีความจำเป็นต้องไปอยู่ในค่ายมรณะด้วย แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจจะทิ้งเด็กที่อยู่ในความดูแลให้ไปลำบากกันเองได้ เขาจึงอาสาจะไปอาศัยอยู่ที่นั่นกับเด็กๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขา

 

 

ชีวิตในบริเวณค่ายมรณะนั้นลำบากขัดสนมาก ทุกชีวิตที่ถูกบังคับมาที่แห่งนี้ต้องอยู่กันอย่างอดอยาก แต่ชายคนนี้ก็ไม่ย่อท้อ เขายังคงทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะให้เด็กทุกคนได้มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อและอยู่อย่างมีความสุข ด้วยเหตุนี้เองเด็กๆ จึงยังสามารถยิ้มได้แม้จะอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายก็ตาม

Korczak นั้นเป็นที่รักและนับถือของคนมากมาย เมื่อทุกคนทราบว่าเขาเข้าไปอยู่ในค่ายมรณะ ก็มีคนมากมายพยายามจะช่วยเหลือเขาออกมาจากที่แห่งนั้น ทว่าเขาก็ปฏิเสธทุกความช่วยเหลือเพื่อที่จะได้อยู่ดูแลเด็กๆ ต่อไป

 

 

เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงเดือนกรกฎาคมปี 1942 ตอนนั้นทหารได้มีคำสั่งให้พาชาวยิวที่อยู่ในค่ายทั้งหมดไปฆ่าทิ้งด้วยการรมแก๊สเสีย ในเดือนถัดมาเด็กทั้ง 192 คนในบ้านเด็กกำพร้าชาวยิวเองก็ต้องเผชิญชะตากรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน

ด้วยความที่เขาอยากให้เด็กทุกคนรู้สึกสบายใจจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขาจึงบอกเด็กทุกคนให้เก็บของอย่างสงบ และออกเดินทางด้วยกันไปยังรถไฟมรณะที่เป็นลานประหารของพวกเขา

 

 

ก่อนจะผ่านประตูเข้าไปสู่รถไฟมรณะ ทหารที่ดูแลที่นั่นอยู่ก็ยังจำเขาได้และให้โอกาสเขาออกไปจากที่นั่นอีกครั้งหนึ่ง ทว่าชายผู้นี้ก็ยังแน่วแน่ว่าจะดูแลเด็กๆ พวกนี้ให้ถึงที่สุด

ท้ายที่สุดแล้วเขาและเด็กทุกคนก็เลยถูกรมแก๊สจนเสียชีวิต แต่อย่างน้อยเด็กทุกคนก็คงรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นเพราะพวกเด็กๆ ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่ยังมีเขาคอยอยู่เคียงข้างตลอดมาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

 

เชิญรับชมคลิปวิดีโอนำเสนอเรื่องราวของเขาได้ ที่นี่

 

แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปกว่า 80 ปีแล้วแต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังยกย่องให้เชาเป็นวีรบุรุษผู้มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมและความเมตตาเรื่อยมา และยังมีอนุสาวรีย์ของเขาอยู่หลายแห่งในประเทศเยอรมันด้วย

 

ที่มา: Wikipedia, Sharing is Caring

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...