เป็นเรื่องที่ทราบกันว่า มะเร็งคือหนึ่งในโรคร้ายที่มนุษย์ต่อสู้ด้วยมาอย่างยาวนาน และแม้จะงานวิจัยมากมายที่ออกมาศึกษาเกี่ยวกับเจ้าโรคร้ายนี้ จนแล้วจนรอดเราก็ยังไม่มีวิธีรักษาโรคมะเร็งที่ครอบคลุมและทำงานได้จริงอยู่ดี

แต่เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เอง บริษัทสายเลือดอิสราเอลอย่าง “Accelerated Evolution Biotechnologies” (เรียกย่อๆ ว่า AEBi) ในปัจจุบันพวกเรากำลังพัฒนายารักษาโรคมะเร็งที่ครอบคลุม และพร้อมทดลองใช้งานได้ภายในเวลาหนึ่งปี

 

 

ตามปกติแล้วเราอาจจะคิดว่าการออกมาอ้างปากเปล่าแบบนี้ไม่ว่าให้ก็คงจะทำได้ก็จริง แต่การออกมาแถลงการณ์ของทาง AEBi ก็ดูจะมีน้ำหนักกว่าการกล่าวอ้างอื่นๆ มาก

เพราะทีมวิทยาศาสตร์ที่กำลังทำงานให้พวกเขาอยู่นั้นเป็นทีมเดียวกับที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี ค.ศ. 2018 จากงานวิจัยเกี่ยวกับเทคนิค “Phage Display” ที่จะแสดงแอนติบอดีบนผิวเฟจที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งมาแล้ว

 

การทำงานของเทคนิค “Phage Display”

 

โดยเจ้ายาตัวใหม่ที่ AEBi กำลังผลิต มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า MuTaTo ซึ่งย่อมาจาก “Multi-Target Toxin” ยาปฏิชีวนะที่จะแสดงผลเป็นพิษทำลายเซลล์มะเร็งในขณะที่แทบจะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ กับเซลล์อื่นๆ และมีราคาถูกพอที่จะใช้งานได้ทั่วไป

มาถึงตรงนี้เพื่อนๆ อาจจะสงสัยว่าเทคนิค Phage Display มันไปเกี่ยวข้องกับยาที่ทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้นตรงไหน

สำหรับเรื่องนี้ ถ้าจะให้อธิบายก็คือเทคนิค Phage Display สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นเทคโนโลยี “SoAP” ระบบที่จะทำให้ทางแพทย์สามารถแยกประเภทของโปรตีนในลำดับ DNA อย่างละเอียด ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถ “ชี้เป้า” DNA ที่ต้องการโดยเฉพาะได้

 

 

ถ้าจะพูดให้ง่ายๆ ก็คือยา MuTaTo จะมีทำลายเพียงมะเร็ง ซึ่งเป็น “เป้าหมาย” ที่ถูกชี้เท่านั้นโดยที่ไม่ไปทำลายเซลล์อื่นๆ ในร่างกายนั่นเอง แถมเป้าหมายที่กำหนดยังมีได้มากกว่า 1 เป้าหมายในการใช้ยาหนึ่งครั้ง ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องรับยาหลายๆ ชนิดพร้อมๆ กันด้วย

แต่ก็ตามอย่างที่ทาง AEBi ได้ประกาศไว้ข้างต้น ยาที่ว่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรก่อนที่จะพร้อมใช้งาน แถมการกล่าวอ้างของพวกเขาเองก็ถูกผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คนออกมาบอกว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้หลักฐาน” และ “ไร้ความรับผิดชอบ” อย่างยิ่งด้วย

 

 

ถึงอย่างนั้นก็ตามยา MuTaTo ก็ยังคงเป็นยาที่น่าติดตามเอามากๆ อยู่ดี เพราะหากมันใช้งานได้จริงๆ ยาตัวนี้ก็จะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งจากทั่วโลกเอาไว้ได้มากมายหลายรายเลย

 

ที่มา allthatsinterestingforbes และ livescience

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...