การโจรกรรมตัวตนนั้นไม่ใช่เรื่องตลกแม้แต่นิดเดียว ซึ่งในบางกรณี โจรพวกนี้อาจไม่ได้ขโมยแค่เงินของคุณ พวกเขายังสามารถขโมยทั้งชีวิตคุณไปได้อีกด้วย

ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นกับ John Helinski จากเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากที่เขาค้นพบว่าบัตรประจำตัวประชาชนของตัวเองถูกขโมย เขาไม่รู้ว่าจะไปขอความช่วยเหลือที่ไหน ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นพลเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ว่าเขานั้นเกิดในประเทศโปแลนด์ และเขาไม่มีใบสูติบัตรเพื่อยืนยันตัวตน

เมื่อเงินของเขาถูกโจรกรรมไปจนหมด เขาจึงถูกบังคับให้ออกจากบ้าน ไม่มีที่อยู่อาศัย เขาเลยกลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องนอนในกล่องกระดาษใต้ม้านั่งบนถนนแทมปาเป็นเวลากว่า 3 ปี อย่างโดดเดี่ยว ถูกลืมโดยสิ้นเชิงและไม่มีตัวตน

 

 

วันหนึ่งในปี 2015 John ได้ตัดสินใจเข้าไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือคนไร้บ้านที่เพิ่งก่อตั้งชื่อว่า Community Housing Solutions Center ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าการที่เขาเดินเข้าประตูนั้นไปจะเป็นก้าวแรกที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปในทางที่ดีขึ้น

เขาได้รับการช่วยเหลือโดย Charles Inman นักสังคมสงเคราะห์ที่พยายามช่วยเขาอย่างเต็มที่ในการหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาและทำไมเขาถึงกลายเป็นคนไร้บ้าน

เขาจำเป็นต้องมีบัตรประชาชน แต่พวกเราไม่สามารถทำให้เขาใหม่ได้หากไม่มีใบสูติบัตรเพื่อยืนยัน” Charles อธิบาย แต่เขาไม่ยอมแพ้ให้ John ต้องกลับไปอยู่ข้างถนน เขากล่าวว่า “ผมไม่มีตัวเลือกนอกจากการทำให้สำเร็จ

 

 

Charles ยังได้รับความช่วยเหลือจาก Dan McDonald ตำรวจจากสำนักงานตำรวจแทมปา ซึ่ง Dan ได้กล่าวสั้นๆ ว่า “ผมชอบความท้าทาย

ด้วยความช่วยเหลือของ Dan พวกเขาจึงสามารถหาสำเนาสูติบัตรของ John จากประเทศโปแลนด์ได้ และพวกเขายังขอสำเนาบัตรประกันสังคมและบัตรประชาชนของเขาอีกด้วย ทำให้ John เริ่มกลับมามีตัวตนอย่างถูกกฎหมายอีกครั้ง และหลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีก

 

 

ในระหว่างการสืบสวนค้นหาข้อมูล Charles และ Dan ก็ค้นพบบัญชีเงินฝากบัญชีเก่าที่ยังเปิดอยู่ของ John ที่แม้แต่เขาก็จำไม่ได้ ซึ่งในบัญชีนั้นยังคงได้รับเงินประกันสังคมตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เงินจำนวนมากจนทำให้เขาเป็นเศรษฐีเงินล้าน แต่ก็ทำให้เขามีเงินพอที่จะซื้อบ้านให้ตัวเองและเริ่มต้นชีวิตใหม่ John บอกว่าเขารู้สึกขอบคุณ Charles และ Dan อย่างมากที่คอยทุ่มเทช่วยเหลือเขาให้กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกครั้ง

 

ที่มา Inspiremore

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...