เมื่อมือถือของคุณหาย คุณจะทำอย่างไร!? คุณจะแจ้งความ คุณจะเดินตามหาที่เก่าที่คุณไป หรือคุณจะสวมบทเป็น Liam Neeson แล้วออกตามล่าหาโทรศัทพ์ของคุณเอง ไม่ว่าโทรศัพท์คุณจะอยู่ที่ไหนคุณก็จะหาให้เจอ!!

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

เช่นเดียวกับ Luis Del Valle หนุ่มวัย 29 ปี ผู้ชื่นชอบชายหาดและการไปเที่ยวเทศกาลดนตรี โดยเขาจะใช้เวลาว่างส่วนใหญ่กับการออกไปเที่ยวตามงานดังกล่าวที่จัดขึ้นทั่วทุกมุมโลก

 

 

ล่าสุดเขาได้ไปเที่ยวเทศกาลดนตรีบริเวณชายหาดที่เมืองอากาปุลโก ประเทศเม็กซิโก เขาได้วางแผนไปเที่ยวทุกเวที เสพทุกจุดของเทศกาล แต่ว่าด้วยความที่อายุเขาเยอะแล้ว เขาจึงต้องการพักผ่อนในบางช่วง ทีนี้เจ้าตัวก็เลยจัดแจงหาสถานที่เหมาะๆ สำหรับการงีบพักผ่อนระหว่างงานด้วย

 

 

ซึ่งเขาไปเจอกับบ้านพักเล็กๆ บริเวณชายหาดซึ่งมีคนงีบอยู่เต็มไปหมด เขาจึงพาตัวเองไปงีบเพื่อฟื้นฟูกำลังบ้าง พอเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงเขาก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังกายที่เต็มเปี่ยมกับกระเพาะที่ว่างเปล่า

Luis จึงตัดสินใจจะไปหาอะไรกินสักหน่อย แต่วินาทีนั้นเองที่เขารู้ตัวว่ามีบางสิ่งบางอย่างหายไป นั่นก็คือโทรศัพท์มือถือของเขา แน่นอนว่าวินาทีแรกของคนทำของหาย สัญชาตญาณจะบอกให้เรากลับไปเช็กดูที่ๆ เราจากมาทันที

 

ม่ายยยยยยยยย!!

My phone was gone. I was back at my nap spot within five minutes, but it was long enough for my phone to vanish. I don't know if I dropped it somewhere, or if it was taken out of my bag, but it definitely went missing after than damned nap.

 

เขาวิ่งราวกับตัวเองเป็นเดอะแฟลช หรือราวกับตัวเองเป็นยอดฮีโร่ที่ต้องหลบระเบิดเพื่อตามหาคนช่วยทันที เขาถามยามที่ดูแลบริเวณนั้น ก็ไม่ได้คำตอบอะไรเลย…

 

จำลองภาพเหตุการณ์วิ่งกลับไปจุดเกิดเหตุ

The security guys didn't see anything, didn't hear anything, and didn't know anything. It's kinda like they didn't even exist.

 

เขาตามหาเพื่อนของเขา ซึ่งเมื่อเจอเขาก็จัดการยืมโทรศัพท์ของเพื่อนโทรเข้าเบอร์ตัวเองทันที โทรจิกยิกๆ แต่มันก็ไม่มีทีท่าจะติดสักที จนเขาเกือบจะตัดใจพร้อมเดินทางกลับที่พักกับความสิ้นความหวัง

(แต่ก่อนจะหมดหวังเขาได้ทำการตัดบัตรเครดิตและอื่นๆ ที่เชื่อมกับโทรศัพท์ออกเรียบร้อย พร้อมล็อคตัวแอปตามหาโทรศัพท์ของเขา)

Luis กะว่าจะตัดใจจากมือถือของเขาแล้ว จนสุดท้ายก็เผลอหลับไป ทว่าเรื่องราวกลับต้องดำเนินต่อไป เพราะว่าในตอนเช้าโทรศัพท์ของเขากลับมาทำงานอีกครั้ง และคราวนี้มันก็ขึ้นพิกัดแล้วด้วย

 

 

Luis ไม่รอช้ารีบให้เพื่อนโทรหาโทรศัพท์ของเขาทันที ส่วนตัวเขาก็รีบเดินทางไปยังสถานที่ล่าสุดที่โทรศัพท์แจ้งเตือน จนในที่สุดก็มีคนรับโทรศัพท์เสียที

ตัวเขานั้นมีความคิดที่จะเสนอเงินให้กับใครก็ตามที่เก็บได้เพื่อแลกกับโทรศัพท์ของเขา แน่นอนว่าชายผู้รับโทรศัพท์ก็ตอบตกลงที่จะรับเงิน พร้อมจัดแจงนัดสถานที่มาอย่างดี

 

เงินคือคำตอบ

My phone was new, and even though it was insured, the deductible was going to be a blow to my budget, so I chose to update the app's message: "Hi! I don't want to lose my phone and I don't want any trouble. I'll give you $100 and we'll leave it at that. Cool?"

 

เวลาผ่านไป Luis และเพื่อนก็ไปรอชายคนดังกล่าวที่ตอนแรกขอเลื่อนเวลาเพราะต้องธุระ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่มา เขาจึงคิดว่าเขาคงไม่เจอกับโทรศัพท์ของเขาอีกแล้ว

 

ในช่วงที่ไม่มีมือถือ เพื่อนของเขา Alberto กำลังสนุกสนานกับชีวิตที่มีมือถือ ส่วนตัวเขาเองก็ต้องช้ำใจกับความเศร้านั่งเปิดกระป๋องน้ำอัดลมแก้เบื่อไป

 

เขาตัดใจและกลับไปเที่ยวเทศกาลดนตรีกับเพื่อนต่อ แต่ลึกๆ ในใจเขาก็อยากได้มันคืนอยู่ดี เพราะว่าเขาอยากได้ทั้งรูปภาพ ข้อความและอะไรอื่นๆ อีกมากมาย เขาจึงตัดสินโทรต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!!

 

It was a man who sounded like he was from the area. He claimed he had "found" my phone, and that he didn't live where the app was showing the phone.

 

ตำแหน่งที่ตั้งของมือถือดันปรากฏอยู่ใกล้กับเขา เขาจึงเริ่มโทรจิกกลับไปและออกตามหาทันที แต่มาคราวนี้มีคนรับและไม่ใช่คนเดิม เป็นเสียงของคนที่เด็กกว่าคนแรก…

 

เริ่มมีการเคลื่อนไหวที่ขยับเข้ามาเรื่อยๆ

 

หนุ่มคนนี้ย้ำกับ Luis ตลอดการพูดคุยว่า ตัว Luis เองนั้นเป็นคนทำหาย ส่วนเขาเป็นคนเจอ เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้ขโมย อย่าเรียกตำรวจ และเขาก็บอกว่าเขาเป็นทหารเรืออีกด้วย โดยคราวนี้เขาจะตกลงค่าสินทรัพย์เป็นเงิน 150 ดอลลาร์ (เกือบ 5,000 บาท) เพื่อแลกกับโทรศัพท์

 

 

แน่นอนว่า Luis ก็ตกลงทันทีเพราะเขาอยากได้โทรศัพท์คืน โดยวินาทีที่ทุกคนมาเจอกัน เหตุการณ์กลับวุ่นวายกว่าเดิม เพราะหลังจากที่ยื่นเงินให้กับจอมโจรขโมยมือถือคนดังกล่าว เขาก็บอกว่า Luis ต้องจ่ายเงินค่ารถที่เขานั่งมาด้วยเป็นเงิน 15 ดอลลาร์!!

 

มันชักจะมากเกินไปแล้ว!!

We showed him the money. He showed us the phone. My friend Alberto made a grab for it, but the man wouldn't let go. We gave him the cash, but he said we were missing the $15 for the cab. Fine. Whatever. I was finally getting my phone back.

 

แต่ Luis ได้จ่ายเงินกับคนขับรถไป 20 ดอลลาร์ ซึ่งคนขับรถก็บอกว่าเขาไม่มีทอน (คล้ายๆ แท็กซี่บ้านเราเลยนะ) งานนี้เขาและเพื่อนจึงหัวร้อนสุดๆ ทั้งเขาและเพื่อนต่างพากันต่อรองทุกอย่างกับโจรขโมยโทรศัพท์ในส่วนของเงินและอื่นๆ

แต่ไม่กี่นาทีต่อมาคนขับรถก็เอาเงินมาทอน Luis พร้อมบอกว่าเขาพยายามค้นสุดๆ แล้วโชคดีที่หามาได้ ซึ่งวินาทีนั้นเพื่อนของ Luis ที่หัวร้อนถึงกับพูดขึ้นมาว่าคนในเมืองนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด!!

 

 

อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็จบลงได้ด้วยดี โจรขโมยโทรศัพท์ก็ได้จากไปพร้อมกับเงิน ส่วน Luis ก็ได้โทรศัพท์กลับมาแต่ก่อนจากกันคนขับรถได้บอกกับ Luis และเพื่อนว่า

“ขอบคุณนะครับที่มาเที่ยวเมืองนี้ จริงๆ เมืองนี้มันสวยงามและดีมากๆ แต่คนต่างหากที่ทำให้เมืองดูไม่ดี ฉะนั้นขอให้สนุกกับทริปนะครับ”

จากคำพูดดังกล่าวมันก็ทำให้ Luis และเพื่อนคิดได้ว่ามันก็จริงนะ เพราะเมืองที่เขามาเที่ยวมันสวยงามและดีมากๆ แต่เป็นที่ตัวคนที่ทำให้เมืองดูแย่ เขาจึงตัดสินใจกับเพื่อนว่าเขาจะกลับมาเที่ยวเมืองดังกล่าวอีกแน่นอน

จากนั้นหลังจบเรื่องทุกอย่าง เขาก็ไปฉลองกับเพื่อนๆ ของเขาที่มาช่วยเขาตามหาโทรศัพท์ที่หายไปนั่นเอง

 

 

ที่มา buzzfeed

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...