หลายครั้งที่ใครสักคนอยากจะสักอะไรสักอย่างลงบนผิวหนัง แต่ไม่รู้จะสักอะไรดี ตัวหนังสือภาษาจีนหรือญี่ปุ่นจึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับคนเหล่านั้น รวมถึงคนที่ชื่นชอบจีนหรือญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมก็มักจะเลือกสักแบบนี้

พ่อหนุ่ม Cody Williams คนนี้ก็เช่นกัน โดยเขานั้นกำลังมองหารอยสักเจ๋งๆ ที่เป็นตัวหนังสือจีน ซึ่งเขาบอกว่าเขาชอบลักษณะของตัวหนังสือจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงจัดการสักมันตัวใหญ่ๆ ลงที่แขนซ้ายของเขาอย่างถาวร

 

 

หลายคนอาจจะเลือกสักเพราะชอบตัวหนังสือโดยไม่รู้ความหมาย แต่สำหรับพ่อหนุ่ม Cody กลับไม่ใช่แบบนั้น เขารู้ความหมายของมันดี ซึ่งมันแปลว่า “ตรูก็ไม่รู้ ตรูไม่ได้พูดภาษาจีน” หลายคนคงงงล่ะสิ แต่มันแปลแบบนี้จริงๆ นะเออ

Cody ได้บอกกับทาง LADbible ว่า “ผมชอบลักษณะของตัวหนังสือจีนอยู่แล้ว แต่ผมเกลียดที่ทุกคนมักจะสักคำว่า ความรัก ความหวัง ความกล้าหาญหรืออะไรทำนองนี้กันไปหมด ซึ่งมันโหลสุดๆ”

“นอกจากนั้นผมก็รู้ว่าจะต้องมีคนมากมายมาถามผมแน่ว่า เฮ้ รอยสักของนายแปลว่าอะไรเหรอ อะไรทำนองนี้ ผมก็เลยตัดสินใจสักตัวหนังสือจีนที่ดูฉลาดกว่าชาวบ้าน โดยคำตอบของคำแปลจะทำให้พวกเขาทั้งหัวเสียและหัวเราะในเวลาเดียวกัน”

 

เพื่อให้มันดูแฟนซีและเจ๋งกว่าเดิม เขาเลยไปลงสีรอบๆ เพิ่ม

 

Cody ยังเล่าถึงการทดลองไปเจอกับเพื่อนๆ หลังสักตัวหนังสือจีนดังกล่าวอีกด้วยว่า ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคิดเป๊ะๆ และมันก็เป็นประโยคสนทนาที่ฮาสุดๆ

เพื่อนของ Cody:เฮ้ Cody รอยสักนายเขียนว่าอะไรเหรอ”

Cody: “ตรูไม่รู้ ตรูไม่ได้พูดภาษาจีน”

เพื่อนของ Cody: “อ้าว! นี่นายไม่รู้เหรอว่ามันแปลว่าอะไร?”

Cody: “ตรูรู้ดิว่ามันแปลว่าอะไร”

เพื่อนของ Cody: “เอ้า! แล้วมันแปลว่าอะไรวะ”

สุดท้าย Cody ก็บอกว่า คำตอบมันก็จะวนอยู่แบบนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่ฮาขี้แตรกขี้แตนเลยล่ะ ฮร่าๆ

 

 

ยังไงก็ตาม พอทาง LADbible ถามคำถามสุดท้ายกับ Cody ว่าเขาจะไม่เสียใจใช่ไหมที่สักรอยสักนี้่ลงไปเมื่อเขาย้อนมาดูตอนแก่ ซึ่งตัวเขาก็ตอบกลับมาว่าเขาไม่เสียใจ มันออกจะฮาด้วยซ้ำ ที่สำคัญเขาสักรอยสักนี้เมื่อตอนเขาอายุ 19 จนตอนนี้เขาอายุ 22 แล้วเขาก็ยังชอบมันอยู่เลย

เขายังบอกอีกว่า ถ้าลองคิดดูแล้วเขาจะมีมุขที่ฮามากๆ ติดตัวเสมอและมันก็ใช้ได้ทุกครั้งเวลาเจอเพื่อนฝูงหรือคนแปลกหน้า ทำไมจะต้องเสียใจด้วย ซึ่งมันก็จริงนะ ฮร่าๆ ว่าแต่ใครจะลองไปทำตามดูบ้างไหม?

 

ที่มา ladbible

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...