สามีขโมยไตของภรรยาสาวชาวอินเดียไปขาย เพื่อชดเชยค่าสินสอดทองหมั้น

Rita Sarkar หญิงสาวอายุ 28 ปีชาวอินเดียเล่าถึงเรื่องราวของเธอว่าสามีของเธอนั้นมักจะด่าทอเธออยู่บ่อยๆ ว่าครอบครัวของเธอไม่สามารถจ่ายค่าสินสอดให้เขาได้ครบ (ที่ประเทศอินเดียผู้หญิงจะเป็นฝ่ายสู่ขอผู้ชาย) แต่เธอไม่คิดว่าคำด่าทอนั้นจะเป็นชนวนไปสู่การขโมยไตของเธอเพื่อชดเชยค่าสินสอดในส่วนที่เขาไม่ได้รับ

หญิงสาวเล่าให้ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นว่า เธอนั้นต้องตกอยู่ในสภาวะจำยอมถูกทารุณทางจิตใจจากครอบครัวฝ่ายสามีอยู่นานหลายปี เธอไม่ได้รับในสิ่งที่เธอควรจะได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งเธอก็พยายามอดทนจนคุ้นชินกับมันไปแล้ว

 

 

แต่สิ่งที่เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดในชีวิตเธอนั่นก็คือการที่ Biswajit Sarkar สามีของเธอจะทำการขโมยไตของเธอไปขายโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวเลย และเงินส่วนนั้นเธอก็ไม่มีสิทธิ์ใช้แม้แต่น้อย

เมื่อสองปีก่อน Rita มีอาการปวดท้องเฉียบพลัน สามีของเธอจึงพาไปที่บ้านพักส่วนตัวในโกลกาตา  เขาจ้างเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มาแล้วบอกว่าเขาจะผ่าตัดไส้ติ่งให้เธอ ซึ่งการผ่าตัดนั้นก็สำเร็จไปด้วยดี

แต่พอเมื่อกลับบ้านมา สามีของเธอกลับบอกว่าห้ามบอกใครเกี่ยวกับเรื่องการผ่าตัดของเธอในครั้งนี้ Rita เริ่มมีอาการปวดหลัง เธอจึงขอให้สามีพาไปหาหมอ แต่ในครั้งนี้เขาไม่พาเธอไป และยังกีดกันไม่ให้เธอพบเจอเพื่อนและญาติๆ

 

 

แต่เรื่องนี้มันน่าสงสัย ญาติทางพ่อของ Rita จึงพาเธอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ซึ่งผลออกมาพบว่าไตข้างขวาของเธอหายไป และตอนนั้นเธอก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมสามีของเธอถึงให้เธอปกปิดเรื่องผ่าตัด นั่นก็เพราะว่าเขาขโมยไตของเธอไปขายเพื่อชดเชยค่าสินสอด

ค่าสินสอดเมื่อการแต่งงานของเขาและเธอเมื่อปี 2005 ทางเจ้าบ่าวเรียกเงินที่ประมาณ 88,000 บาท ซึ่งเงินส่วนนั้นเธอไม่ได้จ่ายให้ครบในวันแต่งงาน

เรื่องราวนี้ถูกยื่นคำร้องเรียนไปยังตำรวจในรัฐเบงกอลตะวันตก เพื่อทำการจับกุม Biswajit และ Shyamal พี่ชายของเขาในข้อหาซื้อขายอวัยวะมนุษย์และกักขังหน่วงเหนี่ยว

จากการสอบปากคำแล้วนาย Biswajit กล่าวว่าเขาได้ขายไตของภรรยาให้กับผู้ซื้อในรัฐอื่นและทำทุกอย่างแบบถูกกฎหมายแล้ว นาง Rita ก็ได้เซ็นยินยอมในสัญญาแล้วด้วย ซึ่งทางภรรยาก็ปฏิเสธเรื่องนี้ เพราว่าเธอจำไม่ได้ว่าเธอลงชื่อในเอกสารใดๆ และเธอถูกวางยา

นาง Rita นอกจากจะสูญเสียไตข้างขวาแล้วยังต้องมาประสบกับภาวะติดเชื้อในไตข้างซ้าย ต้องได้รับการรักษาเพื่อให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติ

 

ที่มา odditycentral

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....