นักวิทย์ไขปริศนา วิดีโอเอาองุ่นผ่าครึ่งไปอุ่นตู้ไมโครเวฟแล้วเกิดพลาสม่า

เคยเอาองุ่นผ่าครึ่งแบบยังมีเปลือกติดกัน ไปอุ่นตู้ไมโครเวฟกันไหม นี่เป็นวิดีโอที่โด่งดังในโลกอินเทอร์เน็ตอยู่ช่วงหนึ่ง โดยหลังจากที่ไมโครเวฟเริ่มทำงานได้ช่วงหนึ่ง ที่ระหว่างองุ่นทั้งสองจะเกิดประกายพลาสมาขึ้น สร้างความแปลกใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

 

 

ในเวลานั้น หลายๆ คนเชื่อกันว่าเหตุการณ์ที่เห็นนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับองุ่นที่ใช้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้องุ่นพ่นพลาสม่าได้แบบนี้

แต่แล้วเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ก็ได้มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้โลกได้รู้กันจนได้

นี่เป็นผลการศึกษาที่ได้มาจากการทดลองอุ่นไมโครเวฟวัตถุหลายชนิด เช่นองุ่น ลูกปัดไฮโดรเจล หรือไข่นกกระทาที่มีการเติมน้ำลงไปด้วยกล้องความเร็วสูง และกล้องตรวจจับความร้อน เพื่อศึกษาปฏิกิริยาที่น้ำมีต่อคลื่นไมโครเวฟ

 

 

ผลที่ออกมาคือหากสิ่งที่น้ำไปอุ่นนั้นมีขนาดและปริมาณน้ำภายในใกล้เคียงกับองุ่น ของเหล่านั้นก็จะเกิดพลาสม่าได้ เช่นเดียวกับองุ่นเลย

นั่นเพราะขนาดและปริมาณน้ำที่ใกล้เคียงกับองุ่นเหล่านี้มีความเหมาะสมมากพอที่จะดักความยาวของคลื่นไมโครเวฟไว้ได้พอดี

 

 

ดังนั้นหากมีของในรูปแบบนี้สองชิ้นวางติดกันอยู่ คลื่นไมโครเวฟก็จะใช้จุดที่เชื่อมกันในการกระโดดข้ามไปมา ทำให้จุดเชื่อมต่อได้รับภาระหนัก จนร้อนขึ้นและระเบิดออกมาเป็นพลาสม่าอย่างที่เห็น

แน่นอนว่าการที่ต้องการพื้นที่เชื่อมต่อกันแบบนี้ก็จะทำให้ผลไม้เพียงลูกเดียวไม่สามารถพ่นพลาสม่าออกมาได้ และต่อให้ไม่มีเปลือกเป็นจุดเชื่อมก็ตาม ขอแค่วัตถุดังกล่าววางติดกัน และมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มันก็จะมีโอกาสเกิดพลาสม่าได้ถึง 60%

 

นอกจากองุ่นแล้ว บลูเบอร์รี่ ระฆังทอง มะกอก และมะเขือเทศบางชนิดเองก็สามารถพ่นพลาสม่าได้เช่นกัน

 

จริงอยู่ที่ว่าการทดลองนี้อาจจะบอกไม่ได้ว่าสามารถนำไปใช้อะไรได้บ้างนอกจากการไขข้อข้องใจในอดีตของบางคน แต่การที่เราได้ทราบว่าสามารถสร้างพลาสม่าเองได้ง่ายๆ ด้วยองุ่นกับไมโครเวฟ มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยอยู่ดี

ถึงอย่างนั้นก็ตาม #เหมียวศรัทธา ไม่แนะนำให้เพื่อนๆ ทำการทดลองนี้ด้วยตัวเองเท่าไหร่นะ เพราะหากไม่มีการดูแลการทดลองให้ดีๆ เพื่อนๆ อาจจะได้ซื้อไมโครเวฟใหม่จากการทดลองครั้งนี้ก็เป็นได้

 

ที่มา livescience

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....