ไอเท็มสำคัญสู่ชีวิตคู่ ส่องวัฒนธรรม ‘แหวนหมั้น’ กับการเปลี่ยนแปลงในช่วง 100 ปี

เปรียบเปรยได้เหมือนดั่งเสื้อผ้า ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาสมัยนิยม เรื่องของ ‘แหวนหมั้น’ ไอเท็มสำคัญที่ขาดไม่ได้ของการขอแต่งงาน แม้ในบ้านเราจะไม่ค่อยมีโมเมนต์คุกเข่าควักแหวนขอแต่งงาน แต่ก็ขาดไม่ได้ในงานหมั้นหมายสู่ขอตามประเพณีเช่นกัน

จากจุดเริ่มต้นของแหวนหมั้นนั้น มีการออกแบบดีไซน์ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างเช่นในช่วงปี 1920 จะเลือกใช้เพชรทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งได้รับความนิยมในสมัยนั้นมากๆ และอย่างการใช้เพชรตัดทรงกลมประดับบนแหวนก็เป็นอีกหนึ่งดีไซน์เหนือกาลเวลาเช่นกัน

 

ในยุค 1920 แหวนหมั้นเพชรทรงเหลี่ยมได้รับความนิยมสูงมากๆ

 

แหวนหมั้นทรงเรขาคณิตสี่เหลี่ยมและเส้นตัดได้รับความนิยมมากๆ ในช่วงปี 1920 ทั้งแบบสี่เหลี่ยมมรกตและสี่เหลี่ยมขั้นบันได จะเพิ่มความหรูหราอู้ฟู่ให้มากขึ้นด้วยการเพิ่มเพชรเม็ดเล็กๆ ประดับรอบแหวนอีกชั้นหนึ่ง

 

แหวนหมั้นในช่วงปี 1930 เริ่มเปลี่ยนรูปทรงให้ดูคล้ายกับริบบิ้น

 

แหวนหมั้นในช่วงปี 1930 มักจะใช้เพชรเพียงแค่เม็ดเดียวประดับตรงกลางแหวน และออกแบบรูปทรงแหวนให้เหมือนกับริบบิ้นหรือโบแทน

 

แหวนหมั้นเพชรทรงกลมเหลี่ยมเกสร กับความนิยมที่เพิ่มขึ้นในปี 1940

 

ผลพวงจากการโฆษณาที่นำเพชรทรงกลมเหลี่ยมเกสรมาประกอบ ออกอากาศผ่านโฆษณาโทรทัศน์ในยุคนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อที่เห็นในวงกว้าง สามารถทำให้ผู้คนหันมาชื่นชอบเพชรทรงกลมเหลี่ยมเกสรมากขึ้น

ซึ่งรวมมาถึงการออกแบบแหวนหมั้นเพชรทรงกลมเหลี่ยมเกสรด้วย ด้วยการเจียระไนให้ได้เหลี่ยมเกสรทั้งหมด 58 หน้า เพื่อการสะท้อนแวววาวได้มากที่สุด

 

ปรากฏการณ์แหวนหมั้นทรงหยดน้ำในปี 1950

 

ความเด่นชัดในการออกแบบแหวนหมั้นในช่วงปี 1950 นั้น คือขนาดเพชรดูเด่นชัดและมีรูปทรงหยดน้ำ ดูคล้ายกับลูกแพรหรือลูกสาลี่ เป็นการผสมจุดเด่นของรูปทรงไข่กับรูปทรงมาคีส์

 

แหวนหมั้นเพชรอาชเชอร์ ทรงกลมเหลี่ยมขั้นบันไดครองยุค 1960

 

และแล้วทรงกลมเหลี่ยมก็กลับมาสู่ยุครุ่งโรจน์อีกครั้ง ด้วยลักษณะเพชรตัดแบบอาชเชอร์ ดัดแปลงจากรูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต กล่าวคือเจียระไนให้ได้หน้าตัดของเพชรเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่กว้างถึง 72 หน้า มีหน้าตัดที่ลาดลงลึกตามขอบมุมของเพชร

 

ตามมาด้วยความนิยมในรูปทรงเหลี่ยมมรกตช่วงปี 1970

 

ในช่วงสิบปีต่อจากนี้ เจ้าสาวจะนิยมกลับมาใช้รูปทรงเหลี่ยมมรกต โดยจะมีหน้าสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เจียระไนตัดมุมทั้งสี่ด้าน และเจียระไนด้านข้างเป็นขั้นบันได

 

สีสันที่เข้ามาเพิ่มเติมในแหวนหมั้นยุค 1980

 

แหวนเพชรทรงกลมกลับมาได้รับความนิยมอย่างหนักในปี 1980 และจากการออกแบบแหวนหมั้นของเจ้าหญิงไดอานาที่ประดับด้วยพลอยไพลินสีน้ำเงิน ก็ยิ่งทำให้แนวทางของเพชรบนแหวนหมั้นเลือกใส่สีเข้ามา ได้รับความนิยมจนชนิดที่ว่ามีของเทียมถูกทำออกมาขายเยอะมากๆ

 

แหวนหมั้นในปี 1990 ทรงมาคีส์ หรือเม็ดข้าวสาร

 

ในปี 1990 แหวนหมั้นจะมีลักษณะที่หนาและความโฉบเฉี่ยวเพิ่มมากขึ้น ลักษณะของแหวนทรงนี้เรียกว่ารูปทรงมาคีส์ หรือทรงเม็ดข้าวสาร เป็นการเจียระไนให้ได้รูปทรงดังกล่าวแบบยืดออกทั้งสองด้าน

ตั้งชื่อรูปแบบตาม Marquise de Pompadour ขุนนางในวังของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และแน่นอนว่าก็กลายมาเป็นอีกหนึ่งความนิยมในวงการแฟชั่นเช่นเดียวกัน

 

ยุค 200 คือยุคของแหวนหมั้นทรงเพชรเหลี่ยมพริ้นเซส

 

เป็นการหยิบยกแรงบันดาลใจความนิยมในทรงอาชเชอร์จากปี 1960 มาปัดฝุ่นและปรับปรุงใหม่ให้ดูเก๋ไก๋และใหญ่มากกว่าเดิม จนกลายมาเป็นเพชรเหลี่ยมพริ้นเซส โดยที่ส่วนบนจะราบเรียบ และส่วนขอบด้านข้างจะเป็นมุมสี่เหลี่ยม

 

เริ่มเข้าสู่ช่วงยุค 2010 แหวนหมั้นเพชรรูปทรงหมอน เป็นอีกหนึ่งทรงที่นิยมมากสำหรับคู่รัก

 

ดูผิวเผินแล้วทรงนี้เป็นทรงที่คงความคลาสสิคผสมระหว่างทรงสี่เหลี่ยมและทรงกลม ด้วยสัดส่วนจะดูเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส บางครั้งก็เรียกว่าเป็นการเจียระไนรูปทรงหมอน โดยที่หน้าตัดจะเห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีมุมทั้งสี่ด้านมนๆ ซึ่งดูแล้วคล้ายหมอนใบหนึ่ง

 

ปัจจุบันแหวนเพชรทรงรูปไข่ กำลังกลับมา

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบัน เทรนด์การแต่งงานยุคนี้เจ้าสาวมักจะเลือกแหวนทรงนี้ เนื่องจากเป้าหมายที่จะต้องทำให้ตัวเองดูดีผอมเพรียว มีนิ้วเรียวยาว

ซึ่งแหวนทรงรูปไข่จะมีลักษณะสมมาตร ดูเหมาะสมกับคนที่มีแขนเล็กเรียวและนิ้วสั้น และความยาวรีของรูปทรงเพชร จะทอดยาวตามฝ่ามือทำให้ดูเรียวนิ้วยาวขึ้นนั่นเอง

 

ที่มา: thisisinsider, elle

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

SHARE
จิ้วๆๆๆๆๆๆ

ยังมีเรื่องเด็ดอีกเพียบ.....