เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายๆ คนคงต้องเคยมีโอกาสได้ฟังหรือได้ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษากันมาบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจ สังคม หรือเป้าหมายชีวิตในวันข้างหน้า

แต่สำหรับการกล่าวสุนทรพจน์ในมหาวิทยาลัย Shanghai’s East China Normal กลับต่างออกไป เมื่อตัวแทนบัณฑิตดันขึ้นไปพูดเกี่ยวกับ “การดื่มน้ำร้อน” ให้ทุกคนฟังซะอย่างนั้น?!

 

 

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2018 บัณฑิตหนุ่มชาวอิตาลีที่ชื่อว่า Carlo ได้ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษา หลังจากได้ใช้เวลาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีนมานานถึง 4 ปี

สิ่งที่เขาพูดนั้นมีความแตกต่างไปจากเรื่องที่เรามักจะได้ยินจากการกล่าวสุนทรพจน์ เพราะเขาได้หยิบเอาเรื่อง “การดื่มน้ำร้อน” หนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวจีนขึ้นมาพูด

 

บัณฑิตหนุ่มนามว่า Carlo

 

เขาเล่าว่าตนเองได้ใช้ชีวิตอยู่ที่หอพักกับเพื่อนรูมเมทชาวจีน โดยเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกไม่ค่อยสบาย เพื่อนร่วมห้องของเขาก็จะแนะนำให้ดื่มน้ำร้อนอยู่เสมอ

Carlo บอกว่า ”ทำอย่างไรเมื่อเป็นไข้? ดื่มน้ำร้อน!! หากมีอาการปวดท้อง? ดื่มน้ำร้อน!! หรือถ้ามีความเครียดมากจนเกินไป? เพื่อนก็จะบอกให้ดื่มน้ำร้อน!!”

และเพราะอย่างนั้น มันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาสามารถสรุปได้ว่าน้ำร้อนในประเทศจีนเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็สามารถเยียวยาได้หมด

 

คลิปการกล่าวสุนทรพจน์ของเขา

 

ฟังดูคล้ายๆ บ้านเราที่มักจะบอกกันว่า “ไม่ว่าจะป่วยเป็นอะไร พาราช่วยคุณได้” แต่ที่ต่างออกไปคือวัฒนธรรมการดื่มน้ำร้อนของชาวจีนนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขายึดถือและทำต่อๆ กันมานานหลายสหัสวรรษแล้ว!!

จากข้อมูลของ The Culture Trip บอกว่าการดื่มน้ำร้อนในประเทศจีนเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ช่วง 400 ปีก่อนคริสตศักราช จนกระทั่งในปี 1862 สิ่งนี้ก็ได้เป็นวัฒนธรรมสำคัญที่ใช้ในทางการแพทย์

 

 

พวกเขามีความเชื่อว่าการดื่มน้ำร้อนสามารถช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น ขับเอาสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยแก้ปัญหาเรื่องฮอร์โมน อย่างเช่นลดความเจ็บปวดตอนที่ผู้หญิงมีประจำเดือนได้

ด้วยเหตุนั้นเองมันจึงกลายเป็นวิธีการทางการแพทย์ของจีนที่ใช้เยียวยาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั่วๆ ไป เรียกว่าเป็นการรักษาขั้นพื้นฐานเลยก็ว่าได้

 

 

หากใครอยากลองทำตามความเชื่อนี้ แนะนำว่าให้จิบๆ เอานะ

กระดกหมดแก้วมีหวังลวกคอ จากที่จะหาย อาจกลายเป็นหนักกว่าเดิม

 

ที่มา: cgtn , nextshark , latimes

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...