The Great Emu War


2 ปลาทู
  • The Great Emu War

เหตุการนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1932  ประเทศออสเตรเลีย หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1  ในปี ค.ศ. 1918 ทหารที่ไร้สงครามนั้น เท่ากับตกงานไร้อาชีพ ดังนั้นทางรัฐบาลได้มีการจัดสรรปันส่วนที่ดิน ทางทิศตะวันตก ของออสเตรเลียให้ทหารดั่งกล่าว ใช้ทำมาหากิน ส่วนมากจะทำการเกษตรปลูกข้าวสาลี เพราะในช่วงหลังสงครามเศรษฐกิจตกต่ำทำให้รัฐบาล ต้องการให้ทหารผ่านศึกซึ่งเป็นเกษตรกรใหม่นั้นเร่งเพาะปลูกข้าวสาลีเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ครับก็ดูปกติดีนี่แล้วมันเกิดอะไรขึ้นนะหรอ แน่นอนว่าตัวร้ายของเรื่องนี้คือ นกอีมู นกอีมูที่เป็นนกท้องถิ่นของออสเตรเลีย  บางคนคงคิดว่ามันจะทำไรได้ ถ้ามันเป็นนกตัวเล็กน่ารัก ก็ว่าไปอย่าง แต่ นกอีมู นั้นตัวใหญ่มาก โตเต็มที่สูงถึง 180 เซนติเมตร หนักถึง 68 กิโล และวิ่งเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นี่ถ้าพี่แกดุร้ายและมีเขี้ยวหน่อย คงเป็นหนังสยองขวัญไปละ แถมยังมีจำนวน 20,000 ตัว โดยประมาณ ปกติแล้วมันอาศัยอยู่ตอนกลางของออสเตรเลีย และ มีการอพยพไปทางทิศตะวันตก อารมเหมือนทางผีผ่าน เมื่อนกได้เจอกันทุกข้าวสาลีไม่ได้ระเบิดเป็นโกโก้คลั้นแบบในโฆษณา แต่มันคือความซวยของเหล่าทหารผ่านศึกที่เป็นเกษตรกรใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือบุฟเฟ่ต์ทุ่งข้าวสาลีแบบไม่จำกัดเวลา แถมมีน้ำรีฟิล จากบ่อน้ำที่เกษตรกรขุด สร้างความเดือดร้อนให้อย่างแสนสาหัส เรื่องถูกร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นามว่า george pearce โดยเสนอทางแก้ไขคือยิงกำจัดนกอีมู ซึ่งทางรัฐสภาออสเตรเลียได้อนุมัติ แต่มีเงื่อนไขอยู่ 4 ข้อว่า

  1. คนที่จะเป็นคนลั่นไกปืนต้องเป็นทหาร ไม่นับพวกทหารผ่านศึกที่เป็นเกษตรใหม่
  2. รัฐบาลจะส่งทหารมาเอง
  3. ให้เกษตรกรดูแล ที่พักและหาอาหารให้ทหารที่ส่งไป
  4. ให้เกษตรกรออก เงินค่ากระสุนที่ใช้กำจัดนกอีมูเอง

หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ทางรัฐบาลได้ส่งทหาร 3 คนปืนกล Lewis 2 กระบอก และกระสุน 10,000

และแล้ว สงครามระหว่าง 2 เผ่าพันธุ์ก็ได้อุบัติขึ้น

วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ.1932 ทหาร 3 นายได้เข้าถึงท้องที่ พบนกอีมู 50 ตัว กำลังกินบุฟเฟ่ต์ไม่รอช้า สั่งยิงทันที ปืนกล Lewis ส่งเสียงดังคำราม ด้วยความมั่นใจในศักยภาพอันยอดเยี่ยมของกองทัพออสเตรเลียและปืนกล Lewis ซึ่งเคยเฉิดฉายบนเวทีสงครามโลก ช่วยทหารออสซี่ไล่ถลุงกองทัพเยอรมันจนสิ้นท่ามาแล้ว สิ้นสุดเสียง และควันปืน ไม่มีนกตัวไหนสิ้นใจแม้แต่ตัวเดียว เสียกระสุนไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ ชาวบ้านต้อนนกอีกรอบ เข้าทุ่งสังหาร เปิดฉากระดมยิงอีกรอบ รอบนี้สำเร็จ มีนกอีมูตายไป 3-4 ตัว อสูรกายในร่างนกเริ่มฉลาดขึ้นมันเรียนรู้ ที่จะวิ่งแยกกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง ด้วยความเร็วที่ 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันวิ่งหนีพ้นระยะสังหาร ทหารที่ถือปืน 13 กิโล ไม่สามารถวิ่งตามยิงนกไปได้ จบวันแรก ทหารสังหาร นกอีมูได้ 12 ตัว และสูญเสียกระสุนไปอย่างมหาศาล

วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1932  ดักซุ่มยิงนกอีมูที่กินน้ำอยู่ นับพัน รอบนี้น่าจะได้ผล เปิดฉากโจมตีชุดแรกมีนกอีมู ร่วงไปกองกับพื้นถึง 12 ตัว ทหารได้ใจส่งกระสุนชุดใหม่เข้ารังเพลิงอย่างรวดเร็ว แต่เหมือนพวกมันดวงไม่ถึงฆาต ปืน Lewis ผู้องอาจเคยสยบเยอรมันจนสิ้นท่า เกิดยิงไม่ออก ขัดลำกล้อง ถ้าเป็นประเทศเราคงแบบหนังเหนียว หรือเจ้าที่ไม่พอใจ แน่แต่นี้ออสเตรเลีย กว่าจะแก้ไขได้อสูรกายสายพันธุ์นกก็หนีหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว แล้วจะทำอย่างไรละทีนี้ เลยเกิดบรรเจิด ในเมื่อตามมันไม่ทันเอารถบรรทุกติดปืน Lewis ทำเหมือนรถฮัมวี่มันซะเลย ไม่รอช้า รถฮัมวี่ออสเตรเลียประดิษฐ์ วิ่งไล่กระหน่ำนกอีมูอย่างเมามัน แต่ก็ไม่เวิคด้วยความที่ถนนหรือทุ่งข้าวนั้น ไม่ได้เรียบทำให้รถที่วิ่งนั้นสั่นจนไม่สามารถเล็งได้ ดีไม่ดีแถมเป็นใส้เลื่อนอีก จึงปัดตกไป

วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1932    หลังจากถูกไล่ล่า อยู่หลายวัน นกเริ่มรวมตัวกันและเกิดจ่าฝูงขึ้น นกจ่าฝูง จะคอยระแวงระวังภัย ถ้ามันเห็นทหารเมื่อไหร่มันจะส่งสัญญาณให้ลูกฝูงหลบหนีไป งานหยาบเลยงานนี้ยากไปอีก จนในที่สุดก็มีมติให้ทหารถอนทัพกลับ ใน วันที่ 8 พฤศจิกายน 1932

สรุปจบสงครามยกแรกด้วยความตายของนกอีมู 50 ตัว สูญเสียกระสุน 2,500นัด  และมนุษย์ยอมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป  

นกอีมูเป็นฝ่ายชนะในยกแรก
หลังจากทหารได้ถอนกำลังกลับไป นกอีมูก็ไม่มี ใครมาก่อกวนมันก็เดินหน้าถล่มทุ่งข้าวสาลีต่อไปก็เหมือนเดิมครับ ปัญหายังไม่ถูกแก้ไขก็ต้องร้องเรียนไปอีก จึงทำให้เกิดสงครามรอบ 2 เกิดขึ้น

ศึกล้างตาของมนุษย์ได้เริ่มขึ้นแล้ว
รอบนี้ใช้กลยุทธดัก ซ่อน แอบ ซุ่ม มาใช้แต่ก็ไม่สามารถฆ่านกอีมูหัวหมอพวกนี้ได้ ตามเป้าที่ต้องการ เฉลี่ย 1 สัปดาห์ฆ่าได้ 100 ตัว

วันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1932  ยอดรวม 40 วัน สามารถสังหารนกอีมูได้ 1000 ตัว โดยประมาณ สูญกระสุนไปทั้งสิ้น 10,000 นัด เฉลี่ยแล้วนก 1 ตัวต้องยิงถึง 10 นัดจึงจะยอมตาย  เนื่องด้วยความไม่คุ้มค่าในภาระกิจสภาจึงสั่งถอนกำลังอีกครั้ง จบลงด้วยความพ่ายแพ้ยกสอง โดนล้อ ว่า รัฐมนตรีสงครามปราบนกอีมู ( Minister of Emu War)

มื่อในภายหลังรัฐบาลท้องถิ่นของออสเตรเลียสร้างรั้วยาว 217 กม. สูงประมาณ 1 ม. 47 ซม.ขึ้นมากันนกอีมู จบปัญหาของคนและนกไปได้ในที่สุด หลงเหลือไว้เพียงความอับอายที่ถูกเล่าขานมาจนทุกวันนี้


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

2 ปลาทู
ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
เลือกประเภทเนื้อหา
เล่าเรื่อง-สอบถาม
ตั้งกระทู้ถาม หรือเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ พร้อมภาพประกอบเนื้อหา
รูปภาพ
โพสต์ภาพน่าสนใจ ทั้งสวยงาม น่ารัก หรือฮาๆ ก็มาได้หมด
จัดอันดับ
บทความจัดอันดับสิ่งต่างๆ สมาชิกสามารถโหวตให้อันไหนขึ้นมาติดท็อปสุดก็ได้
จัดประกวด
คล้ายบทความจัดอันดับ แต่สมาชิกสามารถส่งเรื่องของตัวเอง มาโหวตแข่งกันได้
โพลล์
ทำโพลล์สอบถามความเห็นเพื่อนๆ ว่าคิดยังไงกับแต่ละเรื่องบ้าง?