เปิดตำนาน “ไซโกะ ทาคาโมริ” ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ซามูไรคนสุดท้าย” ของญี่ปุ่น


1 แชร์

นี่คือเรื่องราวของ “ซามูไรคนสุดท้าย” ในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น

ขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับชายที่มีชื่อว่า Saigo Takamori (ไซโกะ ทาคาโมริ) ชายผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นซามูไรคนสุดท้าย…

 

ช่วงชีวิตเริ่มต้น

 

ไซโกะ ทาคาโมริ เกิดเมือวันที่ 23 มกราคม ปี 1828 ที่ปราสาทคาจิยะ-โช ในเมืองคาโงชิม่า แคว้นซัตสึมะ เป็นลูกชายคนโตของนายไซโกะ คิชิเบอิ ที่เป็นซามูไรในระดับขั้นต่ำที่สุดที่ทำหน้าที่เก็บภาษี

ชีวิตวัยเด็กของไซโกะนั้นเป็นอะไรที่ยากลำบากมากๆ เขาต้องห่มผ้าผืนเดียวร่วมกับน้องๆ อีก 7 คน พ่อแม่ของเขาต้องกู้เงินเพื่อมาซื้อที่นา ในการเพาะปลูกเพื่อหาอาหารเลี้ยงลูกๆ ทั้ง 7 คน

จนอายุได้ 6 ขวบ ไซโกะเข้าโรงเรียนซามูไรประจำท้องถิ่นเพื่อเริ่มต้นเส้นทางในการเป็นซามูไร และได้รับดาบวากิซาชิ เป็นดาบสั้นเล็กๆ มาเป็นดาบประจำกาย

ในรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วไซโกะมีความสามารถที่โดดเด่นมากๆ ทั้งเรื่องความรู้ และความสามารถทางด้านร่างกาย จนอายุ 14 ปีเขาก็เรียนจบ และเข้าทำงานเป็นซามูไรภายใต้สังกัดตระกูลซัตสึมะ ในปี 1841

เขาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำการเกษตรในเมืองบ้านเกิด ก่อนที่จะแต่งงานกับคู่สมรสในปี 1852 เมื่ออายุได้ 23 ปี

หลังจากที่แต่งงานไปได้ไม่นานพ่อแม่ของเขาก็เสียชีวิตไป ทำให้ไซโกะ ต้องกลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัว ดูแลน้องๆ และลูกที่กำลังจะเกิดมา

 

การเมืองในเอโดะ (โตเกียว)

 

ในปี 1854 ไซโกะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่ให้การช่วยเหลือแก่ไดเมียวโดยตรงและได้รับมอบหมายให้เดินทางไปยังเมืองหลวง

ทำให้เขาต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 1,500 กิโลเมตร ไปยังเมืองหลวงเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) ในฐานะสายลับเพื่อเฝ้าจับตามองโชกุน โดยรับหน้าที่เป็นคนจัดสวน

จากนั้นไม่นานไดเมียว ชิมาสุ นาริอาคิระ ที่เป็นนายของไซโกะ ก็เริ่มวางแผนเพื่อที่จะกำจัดโชกุนออกไป และเพิ่มอำนาจให้กับองค์จักรพรรดิ โดยการขอความร่วมมือจากไดเมียวแคว้นต่างๆ

แต่แล้วอยู่ๆ ก็เกิดเรื่องน่าสลดขึ้น ไดเมียวชิมาสุ ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ปี 1858 ด้วยการวางยาพิษ

ตามประเพณีของซามูไร เมื่อเจ้านายเสียชีวิตซามูไรที่อยู่ใต้อาณัติก็จะต้องทำพิธีเซปปุกุ เพื่อจบชีวิตของตัวเองตายตามไปด้วย

และไซโกะเองก็ถือเป็นลูกน้องคนสนิทที่ทำงานภายใต้บังคับบัญชาของไดเมียวชิมาสุ ทำให้เขาต้องเป็นหนึ่งในคนที่ต้องเข้าร่วมพิธีด้วย

แต่ทว่าหลวงพ่อเก็ตโช พยายามที่จะโน้มน้าวให้เขามีชีวิตอยู่ต่อ และปฏิบัติภารกิจทางการเมืองให้เสร็จสิ้น เพื่อไม่ให้การเสียชีวิตของเจ้านายต้องสูญเปล่า

อย่างไรก็ตามโชกุนก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น จึงเริ่มกวาดล้างนักการเมืองที่สนับสนุนการคืนอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิ

โชกุนได้สั่งให้หลวงพ่อเก็ตโชติดต่อไซโกะให้เดินทางไปที่เมืองคาโงชิม่า เพื่อขอความช่วยเหลือจากไดเมียวคนใหม่ของแคว้นซัตสึมะ (เป็นแผนของโชกุนที่ต้องการจะกำจัดไซโกะนั่นแหละฮะ)

และไซโกะเองก็เดินทางจากเมืองหลวงกลับไปที่บ้านเกิดของตัวเองตามคำสั่งของโชกุน แต่ทว่าไดเมียวคนใหม่กลับไม่ยอมให้ความช่วยเหลือ และจะจับกุมเจ้าหน้าที่ทุกคนที่โชกุนส่งมา

ทำให้หลวงพ่อเก็ตโช และไซโกะต้องหนีเอาตัวรอดโดยการกระโดดจากเกวียนลงไปในอ่าวคาโงชิม่า น่าเสียดายที่หลวงพ่อเก็ตโชเสียชีวิต ส่วนไซโกะได้รับความช่วยเหลือโดยชาวประมง

 

การพลัดถิ่น

 

ไซโกะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะอามามิ โอชิม่า เป็นเวลา 3 ปี เพื่อหลบหนีการไล่ล่าจากโชกุน

เขาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นไซโกะ ซาสึเกะ ในขณะที่รัฐบาลโชกุนติดประกาศว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาสามารถทำงานได้อย่างสะดวก โดยการเขียนจดหมายให้คำแนะนำแก่นักการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนสมเด็จพระจักรพรรดิ

จนถึงปี 1861 ไซโกะได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากจากผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะ เขาเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถมาก คอยสอนหนังสือให้กับเด็กๆ และแต่งงานกับหญิงคนหนึ่งชื่อว่า ไอกานะ และมีลูกด้วยกัน 1 คน

จนกระทั่งในปี 1862 เขาก็ได้รับจดหมายเรียกตัวกลับไปทำงานจากไดเมียวของแคว้นซัตสึมะ

แต่เนื่องจากว่าไซโกะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับไดเมียวคนใหม่ ที่เป็นน้องชายของไดเมียวนาริอาคิระ ทำให้เขาถูกส่งไปตัวไปที่เมืองเกียวโต

 

การเดินทางสู่เมืองหลวง

 

ในช่วงนั้นฝ่ายที่หนุนหลังสมเด็จพระจักรพรรดิได้รวบรวมไดเมียวและกองกำลังเอาไว้มากมายแล้ว จึงได้เริ่มแผนการที่จะกำจัดระบอบการปกครองแบบโชกุน และหยุดยั้งการรุกรานจากชาวต่างชาติ

พวกเขาเชื่อว่าสมเด็จพระจักรพรรดิเป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ และเชื่อว่าสวรรค์จะปกป้องพวกเขาจากกองทัพตะวันตก และสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับญี่ปุ่น

ไซโกะได้รับหน้าที่นำทัพจากแคว้นซัตสึมะและทำข้อตกลงกับกองทัพของแคว้นไอสึ เป็นพันธมิตรกัน เดินทัพเข้าสู่เกียวโต เข้าต่อสู้กับทัพของแคว้นโชชูที่พยายามจะยึดพระราชวังหลวง

ทางฝั่งโชกุนโทคุงาวะ โยชิโนบุเองเมื่อทราบข่าวว่าทัพของโชชูพยายามจะยึดพระราชวังหลวงก็โกรธมากๆ จึงได้ทำการจัดตั้งกองทัพขึ้นมาเพื่อปราบทัพของโชชู

เมื่อเกิดการณ์แบบนี้ขึ้นไซโกะจึงทำข้อตกลงกับทัพของโชชูแบบลับๆ เพื่อร่วมมือกันกำจัดโชกุนโทคุงาวะ

 

ยุคล่มสลายของโชกุน

 

ทางฝั่งโชกุนเองก็เริ่มเกิดปัญหาเพราะโชกุนโยชิโนบุได้ประกาศสละตำแหน่งโชกุน ทำให้ฝ่ายสนับสนุนพระจักรพรรดิเริ่มมีอำนาจมากขึ้น

จึงถือโอกาสนี้เดินทัพเข้าสู่เอโดะเพื่อจัดการล้มล้างระบอบโชกุนให้สิ้นซาก และเริ่มทำสงครามโบชิน (Boshin War) ในวันที่ 3 มกราคม ปี 1868

ไซโกะนำกองทัพที่มีกำลังพล 5,000 นาย เข้าสู้รบกับกองทัพที่สนับสนุนฝ่ายโชกุน ที่มีอาวุธและชุดเกราะชั้นดี แต่ทว่าขาดผู้นำที่มีความสามารถ ทำให้กองทัพของฝ่ายโชกุนพ่ายแพ้ไปในที่สุด

สงครามดำเนินไปเป็นระยะเวลา เกือบ 4 เดือน ในที่สุดในวันที่ 4 เมษายน ปี 1868 กองทัพของไซโกะก็สามารถล้อมรอบเมืองหลวงเอโดะเอาไว้จนได้

ฝ่ายไดเมียวและกองทัพที่สนับสนุนโชกุนประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ ทำให้ชื่อเสียงของชายที่ชื่อว่าไซโกะ ทาคาโมริ ถูกกล่าวขานออกไปทั่วผืนแผ่นดินญี่ปุ่นว่าเป็นผู้พิชิตระบอบโชกุน

 

การก่อตั้งรัฐบาลเมจิ

 

หลังจากสงครามโบชิน ไซโกะได้ตัดสินใจวางมือ เกษียณชีวิตตัวเอง หันมาล่าสัตว์ ทำประมง และแช่ตัวในบ่อน้ำร้อน

แต่ก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ในเดือนมกราคม ปี 1869 ไดเมียวจากแคว้นซัตสึมะเรียกตัวเขากลับมา และทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลที่กำลังจะก่อตั้งขึ้นมาใหม่

ผ่านไป 2 ปี รัฐบาลที่ก่อตั้งขึ้นมาก็ทำการยึดดินแดนจากตระกูลซามูไรต่างๆ มาได้จนหมด จากนั้นก็เริ่มทำการปรับเปลี่ยนระบบซามูไรให้คล้ายกับทหารในยุคปัจจุบัน

คือมีการเพิ่มระบบเลื่อนขั้นจากความสามารถ หาใช่จากสายเลือดจากตระกูล รวมไปถึงการพัฒนาเข้าสู่อุตสาหกรรมในยุคสมัยใหม่

มีการวางระบบกฎหมาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเมือง จนเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติยุคสมัยเลยก็ว่าได้

แต่หากจะทำแบบนั้นได้ โตเกียวจะต้องมีกองทัพแห่งชาติ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับว่าไดเมียวทั้งหลายจะให้ความร่วมมือหรือไม่?

และในปี 1871 ไซโกะก็ได้รับหน้าที่จากสมเด็จพระจักรพรรดิ เพื่อเจรจาและรวบรวมกองทัพต่างๆ ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน และในที่สุดกองทัพประจำชาติญี่ปุ่นก็ถูกก่อตั้งขึ้นมา ทำให้รัฐบาลเมจิได้ถือกำเนิดขึ้นมาในที่สุด

จากการตัดสินใจในครั้งนี้ทำให้ไดเมียวที่เป็นเจ้านายของไซโกะ ก็คือฮิซามิตสุ รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก และออกมาต่อต้านเขา พร้อมกับบอกว่าเขาคือผู้ทรยศ

จนในปี 1873 รัฐบาลเมจิได้ประกาศยกเลิกระบบซามูไร ทำการยึดตำแหน่งต่างๆ จากตระกูลซามูไรทั้งหมด และเปลี่ยนนักรบให้กลายเป็น “ทหาร” แทน

 

กบฏซัตสึมะ

 

จากการประกาศยกเลิกระบบซามูไร ทำให้ตระกูลซามูไรจำนวนมากไม่พอใจ และรวมตัวกันเพื่อต่อต้าน จนกลายเป็นกองกำลังกบฏซัตสึมะ

ทางด้านเซโกะเองก็ได้รับมอบหมายให้จัดการกำกองกำลังกบฏนี้เพื่อต่อกรเหล่าซามูไรจากบ้านเกิดของตัวเอง

แต่ทว่าทางฝั่งกบฏเองก็ได้ส่งสายลับที่เป็นชาวซัตสึมะ แฝงตัวเข้ามาในองค์กรตำรวจแห่งชาติเพื่อลอบสังหารไซโกะ แต่ก็ไม่เป็นผล

ด้วยความที่รู้สึกผิดต่อบ้านเกิดและอดีตนายของตัวเอง ทำให้เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าสิ่งที่รัฐบาลเมจิทำอยู่นั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องจริงๆ หรือไม่? เขาไม่ต้องการที่จะทำร้ายคนที่มาจากบ้านเกิดของตัวเอง แต่ก็ยังคงมีความจงรักภักดีกับสมเด็จพระจักรพรรดิอยู่

เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังโตเกียว เพื่อพูดคุยกับสมเด็จพระจักรพรรดิเพื่อปรับความเข้าใจ พร้อมกับพากองทัพซามูไรจากเมืองซัตสึมะอีกกว่า 12,000 คนไปด้วย

 

การตายของซามูไรคนสุดท้าย

 

กองทัพของไซโกะที่เต็มไปด้วยซามูไรเดินทางมาถึงเมืองหลวง ก็ต้องพบกับกองทัพหลวงที่เต็มไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายอีกทั้งยังมีจำนวนมากถึง 45,000 นาย

ทั้งสองฝ่ายเริ่มทำสงครามกัน จนกลายเป็นสงครามที่มีชื่อว่าสงครามตะวันตกเฉียงเหนือ หรือสงครามปราบกบฏซัตสึนะ

เมื่อสงครามเริ่มขึ้นได้ไม่นานฝ่ายกองทัพกบฏก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องกำลังคนและอาวุธ จนในที่สุดไซโกะก็เริ่มเห็นภาพแล้วว่ากองทัพกบฏจะต้องล่มสลายแน่ๆ

ในวันที่ 1 กันยายน ปี 1877 ก็เลยตัดสินใจถอนทัพไปที่หุบเขาชิโรยาม่า พร้อมด้วยกำลัง 300 นาย ฝ่ายกองทัพหลวงก็ส่งกองกำลังติดตามมาเป็นจำนวน 7,000 นายเพื่อหวังปิดฉากสงครามให้ได้

สงครามในครั้งนี้ถูกเรียกว่า การต่อสู้ที่ชิโรยาม่า และไซโกะเองก็ถูกยิงเข้าที่กระดูกโคนขา เขาตัดสินใจที่จะยอมแพ้ และจบชีวิตของตัวเองด้วยพิธีเซปปุกุ ตามพิธีกรรมของซามูไร

โดยมีสหายของเขาทำการตัดหัวให้ ก่อนที่กองทัพหลวงจะลงมือสังหารกองกำลังกบฏที่เหลืออยู่ทุกคนจนหมด (ไซโกะ ทาคาโมริเสียชีวิตด้วยวัย 52 ปี)

อย่างไรก็ตามหลังจากที่สงครามจบสิ้นแล้ว ทหารจากกองทัพหลวงก็ได้ทำการฝังศพของเขาไว้อย่างสมเกียรติ

ก่อนที่ภายหลังจะมีการแกะสลักแผ่นไม้เพื่อพรรณาให้เห็นฉากสุดท้ายของชายที่ชื่อว่าไซโกะ ทาคาโมริ ผู้นำกองทัพกบฏ

เป็นภาพของเขาตอนนั่งคุกเข่าทำพิธีเซปปุกุที่ถือเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของซามูไร และได้รับการขนานนามว่าเป็นซามูไรคนสุดท้ายของญี่ปุ่นที่เข้าร่วมพิธีกรรมนี้

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวหง่าว

ที่มา : thoughtco, samurai-world


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

1 แชร์
ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
เหมียวหง่าว

เหมียวปี 1

เลือกประเภทเนื้อหา
เล่าเรื่อง-สอบถาม
ตั้งกระทู้ถาม หรือเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ พร้อมภาพประกอบเนื้อหา
รูปภาพ
โพสต์ภาพน่าสนใจ ทั้งสวยงาม น่ารัก หรือฮาๆ ก็มาได้หมด
จัดอันดับ
บทความจัดอันดับสิ่งต่างๆ สมาชิกสามารถโหวตให้อันไหนขึ้นมาติดท็อปสุดก็ได้
จัดประกวด
คล้ายบทความจัดอันดับ แต่สมาชิกสามารถส่งเรื่องของตัวเอง มาโหวตแข่งกันได้
โพลล์
ทำโพลล์สอบถามความเห็นเพื่อนๆ ว่าคิดยังไงกับแต่ละเรื่องบ้าง?