เหตุการณ์ต่อไปนี้เกิดขึ้นกับหนุ่มแคนาดาผู้หนึ่ง ที่ได้แชร์ประสบการณ์ราคาแพงของเขา หลังจากที่ถูกคิดค่าโดยสารของบริการรถแท็กซี่จาก Uber เป็นเงินกว่า 18,518.50 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 460,000 บาท!!

คุณ Hisham Salama เล่าประสบการณ์ของเขาผ่านทางทวิตเตอร์โดยบอกว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมาเขาได้ใช้บริการดังกล่าว เพื่อไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลในเมืองโทรอนโต แต่เมื่อมาถึงที่หมายเขากลับถูกคิดค่าบริการเป็นจำนวนเงินมากกว่าครึ่งล้านบาท!!

 

เจอเก็บค่าบริการแบบนี้ แบงค์ 20 ในกระเป๋าถึงกับสั่น!!

 

จำนวนเงินดังกล่าวถูกแจ้งเป็นยอดที่ค้างไว้ในบัตรเครดิตของเขา “ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนั่งรถแค่ 20 นาทีผมถึงต้องเสียเงินกว่า 18,518.50 เหรียญ” ชายหนุ่มให้สัมภาษณ์กับสื่อของแคนาดา

แต่ถึงแม้จะรู้สึกขำๆ เพราะคิดว่ามันจะต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ แต่ชายหนุ่มก็รู้สึกหวั่นๆ เพราะเขาได้รับข้อความยืนยันจาก Uber ว่าค่าโดยสารดังกล่าวนั้นถูกต้องแล้ว

“เราได้ยืนยันแล้วว่าจุดเริ่มต้นที่คุณเลือกและปลายที่ทางเลือกนั้นถูกต้องแล้ว กรุณาบอกเราถ้าหากว่าคุณต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม” ส่วนท้ายของข้อความจาก Uber ถึงคุณ Hisham Salama

 

 

แบบนี้ก็ยิ่งงงกว่าเดิมสิครับ ในเมื่อระบบช่วยเหลืออัตโนมัติไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับคุณ Hisham Salama ได้ งานนนี้ชายหนุ่มเลยต้องเพิ่งพาพลังแห่งโลกอินเตอร์เน็ต

 

หลายๆ คนก็ได้เข้ามาแสดงความเห็นกันต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวคนนี้ที่เอามือทาบอกพร้อมกับบอกว่า “เดี๋ยวนะ!! นี่เรื่องจริงหรือ??”

 

ส่วนบางคนก็บอกว่าสงสัยเงินดอลล่าห์ของแคนาดาจะไม่เท่ากับของอเมริกาซะละมั้ง??

 

แต่แล้วงานนี้ดูเหมือนว่าคุณ Hisham Salama จะได้พบทางสว่างเมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งแนะนำให้เขาติดต่อไปที่ Uber_Support

 

และแล้วพลังแห่งโลกอินเตอร์เน็ตก็สำแดงผล ทาง Uber ก็ได้ออกมากล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่า พร้อมกับยินดีคืนเงินเต็มจำนวนให้กับชายหนุ่ม

“มันเป็นข้อผิดพลาดและเรายินดีที่จะคืนเงินเต็มจำนวนให้กับเขา เราขอโทษจากใจจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดของประสบการณ์ผู้ขับขี่” ทาง Uber ให้สัมภาษณ์กับสื่อแคนาดา

 

“ขอบคุณทุกๆ คนที่ช่วยผมจริงๆ ตอนนี้ผมได้เงินค่าโดยสารคืนและทาง Uber ก็ได้ขอโทษเรียบร้อยแล้ว” ข้อความจากทวิตเตอร์ของคุณ Hisham Salama

 

สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็จบลงไปด้วยดี และแฮปปี้กันทุกฝ่ายเลยเน๊อะ

 

ที่มา buzzfeed

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...